Chuyển tới nội dung
Trang chủ » รูปภูมิ | ศาสนาพุทธ[แก้]

รูปภูมิ | ศาสนาพุทธ[แก้]

ภพภูมิ EP16 : พรหมโลก

Table of Contents

ไตรภูมิในสถาปัตยกรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[แก้]

เขมร[แก้]

คติความเชื่อเรื่องไตรภูมิที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล ปรากฏมากมายในวัฒนธรรมเขมร เมื่อมาสมัยการสร้างเมืองพระนครของพระเจ้ายโศวรมันที่ 2 ก็ได้มีการนำคติไตรภูมิซึ่งสืบต่อมาจากอินเดียคือ มีภูเขาศักดิ์สิทธิ์อยู่กลางเมืองเป็นสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่ประทับของเทวดา โดยพระเจ้ายโศวรมันทรงเลือกเขาพนมบาแค็งเป็นศูนย์กลางแห่งเมืองพระนคร และสร้างปราสาทพนมบาแค็งเป็นปราสาท 5 หลังซึ่งมีหลังหนึ่งอยู่ตรงกลางและอีก 4 หลังอยู่ 4 มุมนั้น แสดงถึงยอด 5 ยอดของเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่ประทับของเทวดา บนยอดเขาพระสุเมรุนั้นเป็นที่ประทับของเทวดา 33 องค์ คือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ศาสตราจารย์ฟิลลิโอซาต์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเขาพนทบาแค็งนั้น ถ้าเรามองดูจากเฉพาะฐานแต่ละด้านเราจะเห็นเฉพาะปราสาท 33 หลัง สำหรับปราสาทที่เหลือนั้นจะมองไม่เห็น ดังนั้นเขาพนมบาแค็งจึงเป็นเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่ประทับของเทวดาและศูนย์กลางของมนุษยโลก

ลาว[แก้]

ความเชื่อเรื่องศูนย์กลางจักรวาลของเขาพระสุเมรุอันหมายถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ปรากฏคติความเชื่อนี้ที่ลาวด้วย เช่นในเรื่องของยอดจั่วหัวท้ายของอุโบสถที่เรียกว่า สิม (ที่ภาคกลางก็คือช่อฟ้านั่นเอง) สิมทำเป็นรูปปราสาทและที่สำคัญคือประดับอยู่สันหลังคาโดยมีความหมายถึงปราสาทของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สิมจึงเสมือนเป็นศูนย์กลางจักรวาลนั่นเอง

พม่า[แก้]

คติความเชื่อเรื่องไตรภูมิที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล ก็ปรากฏมายมายที่พม่าด้วยเช่นเดียวกัน เห็นได้จากการสร้างเมือง การสร้างปราสาทราชวังที่มีคูน้ำล้อมรอบอันแสดงถึงความเป็นศูนย์กลางจักรวาลที่มีมหานทีสีทันดอนล้อมรอบด้วย เช่น พระราชวังมัณฑเลย์ที่สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2400-2402 โดยพระเจ้ามินดงเพื่อเป็นศูนย์กลางของจักรวาลตามคติพุทธศาสนา

นอกจากนี้ ก็ปรากฏคติความเชื่อเรื่องศูนย์กลางแห่งจักรวาลในงานศิลปกรรมอีกมากมายในงานสถาปัตยกรรมต่างๆ เช่น การสร้างเจดีย์ของพม่าส่วนใหญ่ก็จะสร้างในคติการสร้างเจดีย์ที่ประดิษฐานพระเกศธาตุและพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า คือเจดีย์จุฬามณีที่พระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตัวอย่างเช่น อุบาลีเถียน เมืองพุกาม ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นอาคารในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผนังก่อด้วยอิฐ ภายในมีพระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่ง ภายนอกอาคารมีเจดีย์ทรงระฆังขนาดเล็กประดับอยู่ที่กลางสันหลังคา ซึ่งอาจมีความหมายถึงเจดีย์จุฬามณีที่ประดิษฐานพระเกศธาตุและพระเขี้ยวแก้ว พระอินทร์สร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างอีกที่ เจดีย์สินพยุเมที่เมืองมินคุนซึ่งพระเจ้าพะคยีดอทรงสร้างใน พ.ศ. 2359 ก่อนที่จะเสวยราชย์ เจดีย์องค์นี้เปรียบเสมือนพระเจดีย์จุฬามณีซึ่งตั้งอยู่เหนือเขาพระสุเมรุอันป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลตามความเชื่อถือเกี่ยวข้องกับไตรภูมิในพุทธศาสนา คือ มีแผนผังเป็นรูปวงกลมประกอบด้วยลานซ้อนขึ้นไป 7 ชั้น ลานเหล่านี้มีผนังเตี้ยๆทำเป็นรูปคล้ายรูปคลื่นโดยรอบ เหนือลานชั้นบนมีฐานรูปทรงกระบอกซึ่งมีห้องไว้พระพุทธรูปอยู่ภายใน ยอดเป็นรูปเจดีย์ตามแบบพม่า

อาจกล่าวได้ว่าชนชาติพม่าเป็นชนชาติที่ดูจะเคร่งครัดกับพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ คติความเชื่อเรื่องไตรภูมิที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาจึงสืบต่อลงมาอย่างเหนียวแน่น ดังเห็นจากงานศิลปกรรมในรุ่นหลังๆที่ยังคงรักษาคตินี้ไว้

อ้างอิง[แก้]

  • สุภัทรดิศ ดิศกุล. ประวัติศาสตร์เมืองพระนครของขอม. กรุงเทพ : มติชน, 2543.
  • สุภัทรดิศ ดิศกุล และ สันติ เล็กสุขุม. เที่ยวดงเจดีย์ที่พม่าประเทศทางประวัติศาสตร์ศิลปะและวัฒนธรรม. กรุงเทพ : มติชน, 2545.
  • http://palungjit.org/threads/1-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4-2-%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4-3-%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4.108741/

ปริยัติธรรม

หนังสือ สังสารวัฏ โดย สุรีย์ มีผลกิจ

สถานที่ตั้งของ รูปพรหมภูมิ อยู่สูงจากเทวภูมิชั้นปรนิมมิตวสวัตตีขึ้นไป ๑,๔๓๖,๐๐๐ โยชน์ รูปพรหมทั้งหลายมีสีสันวรรณงดงาม รัศมีแห่งรูปพรหมนั้นรุ่งเรืองกว่าเทวดาในเทวโลก พรหมภูมิมีเพียงเพศบุรุษ ไม่มีสตรี แม้ว่าสตรีจะเจริญฌานสมาบัติได้ ก็บังเกิดได้เพียงชั้นปริสัชชาพรหม มิอาจล่วงขึ้นไปถึงพรหมโลกชั้นสูง กว่านั้นได้ ท้าวมหาพรหมทั้งหลายล้วนมีรูปงาม มีรัศมีรุ่งเรืองดุจแสงแห่งประทีป โอภาสงาม อาการภายในคือ ตับ ไต ไส้พุง หรืออัฏฐิน้อยใหญ่มิได้มีในกายแห่งพรหม คงมีแต่เกสา นขา ทันตาเท่านั้น เพราะฉะนั้นพรหมทั้ง หลายจึงมิสามารถรับกลิ่น รส โผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ได้ เพราะไม่มีฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ พรหมทั้งหลายมีปีติ ๕ เป็นอาหาร พรหมมิได้บริโภคอาหาร เพราะอิ่มอยู่ด้วยปีติสุข วิมานแห่งพรหมทั้งปวงก็ล้วน แล้วไปด้วยแก้วประพาฬ ภายในวิมานไม่มีนางเทพอัปสรฟ้อนรำ เครื่องดนตรีดีดสีตีเป่า เหมือนเทวดาในกามภูมิ วิมานหนึ่งจะมีพระพรหมอยู่เพียงองค์หนึ่ง ในพรหมโลกนั้นมีแต่สิริไสยาสน์กับทิพยภูษา ไม่มีทิพยบริขารอื่นอีก

รูปภูมิ ๑๖

บุคคลที่บังเกิดในรูปภูมิ ๑๖ ด้วยอํานาจรูปาวจรกุศล คือ ผู้ที่เจริญฌานสมาบัติขั้นต่าง ๆ ได้แก่ บุคคลที่เจริญรูปาวจรกุศลจนได้ ปฐมฌาน เมื่อทําลายขันธ์แล้วก็ได้บังเกิดในปฐมฌานภูมิ ๓ ได้แก่

  1. พรหมปาริสัชชา พรหมโลกชั้นที่ ๑ ผู้เจริญรูปาวจรกุศล จนสําเร็จปฐมฌาน อย่างสามัญ พรหมชั้นนี้มีอายุ ๑ ใน ๓ ของมหากัป เป็นพรหมที่คอยรับใช้มหาพรหมา
  2. พรหมปุโรหิตา พรหมโลกชั้นที่ ๒ ผู้เจริญรูปาวจรกุศล จนสําเร็จปฐมฌาน อย่างปานกลาง พรหมชั้นนี้มีอายุ ๑ ใน ๒ มหากัป เป็นพรหมที่ปรึกษากิจการของมหาพรหมา
  3. มหาพรหมา พรหมโลกชั้นที่ ๓ ผู้เจริญรูปาวจรกุศล จนสําเร็จปฐมฌาน อย่างประณีต พรหมชั้นนี้มีอายุ ๑ มหากัป เป็นพรหมที่เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า

ในปฐมฌานภูมิทั้ง ๓ นี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ระดับเดียวกัน เหมือนกับพื้นที่มนุษย์ ตั้งอยู่ในท่ามกลางอากาศ สูงขึ้นไปจากเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ประมาณ ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ มีวิมาน สวนดอกไม้ สระโบกขรณีอันล้วน แล้วด้วยรัตนะทั้ง ๗ มีรัศมีสวยงามยิ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในพรหมชาลสูตรว่า เมื่อกาลที่โลกพินาศ ด้วยเพลิงประลัยกัลป์ น้ำประลัยกัลป์ ลมประลัยกัลป์ ปฐมฌานภูมินี้ย่อมถูกทําลายไปทุกครั้ง และถึงกาลที่โลกเริ่ม ตั้งขึ้นใหม่ปฐมฌานก็ตั้งขึ้นก่อน โดยมีมหาพรหมองค์เดียวเกิดขึ้นก่อน ต่อมาก็พรหมปุโรหิตา และพรหมปาริสัชชา จึงเกิดขึ้นตาม บาลีแสดงถึงมหาพรหมใช้เอกพจน์ ส่วนพรหมปุโรหิตา และพรหมปาริสัชชาใช้พหูพจน์ ท่านจึง สันนิษฐานว่า มหาพรหมภูมิมีองค์เดียว ส่วนปาริสัชชาภูมิ และปุโรหิตาภูมิมีพรหมอาศัยอยู่จํานวนมาก

บุคคลที่เจริญรูปาวจรกุศลจนได้ ทุติยฌาน และ ตติยฌาณ ทําลายขันธ์แล้ว ย่อมได้ไปบังเกิดใน ทุติยฌานภูมิ ๑ ได้แก่

  1. พรหมปริตตาภา พรหมโลกชั้นที่ ๔ ผู้เจริญรูปาวจรกุศล จนสําเร็จทุติยฌาน และตติยฌาน อย่างสามัญ พรหมชั้นนี้มีอายุ ๒ มหากัป เป็นพรหมที่รับใช้อาภัสสราพรหม
  2. พรหมอัปปมาณาภา พรหมโลกชั้นที่ ๕ ผู้เจริญรูปาวจรกุศล จนสําเร็จทุติยฌาน และตติยฌาน อย่างปานกลาง พรหมชั้นนี้มีอายุ ๔ มหากัป เป็นพรหมที่ ปรึกษากิจการงาน ของอาภัสสรพรหม
  3. พรหมอาภัสสรา พรหมโลกชั้นที่ ๖ ผู้เจริญรูปาวจรกุศล จนสําเร็จทุติยฌาน และตติยฌาน อย่างประณีต พรหมชั้นนี้มีอายุ ๘ มหากัป เป็นพรหมที่เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า

ทุติยฌานภูมิ ตั้งอยู่ท่ามกลางอากาศ สูงจากปฐมฌานภูมิประมาณ ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ พื้นที่ของ ทุติยฌานภูมิอยู่ในระดับเดียวกัน ล้วนแล้วด้วยรัตนะทั้ง ๗ พรั่งพร้อมด้วยวิมาน อุทยาน สระโบกขรณี และต้น กัลปพฤกษ์ ทุติยฌานภูมินี้เป็นที่เกิดแห่งผู้ที่ได้ทุติยฌานและตติยฌาน การให้ผลปฏิสนธิในทุติยฌานภูมิด้วยกัน เพราะทุติยฌานกุศลสามารถละวิตกองค์ฌานได้ และตติยฌานกุศลสามารถละวิจารองค์ฌานได้ แต่ฌานทั้งสอง ก็มิอาจก้าวล่วงปีติได้ จึงยังไม่อาจส่งผลให้บังเกิดในตติยฌานภูมิ ฉะนั้น ทุติยฌานวิบาก และตติยฌานวิบาก ทั้งสองนี้ จึงปฏิสนธิได้ในทุติยฌานภูมิด้วยกัน

บุคคลที่ได้เจริญรูปาวจรกุศลได้ จตุตถฌาน ทําลายขันธ์แล้วได้ไปบังเกิดใน ตติยฌานภูมิ ๓ ได้แก่

  1. ปริตตสุภา พรหมโลกชั้นที่ ๗ ผู้เจริญรูปาวจรกุศล จนสําเร็จจตุตถฌาน อย่างสามัญ พรหมชั้นนี้มีอายุ ๑๖ มหากัป เป็นพรหมที่รับใช้สุภกิณหาพรหม
  2. อัปปมาณสุภา พรหมโลกชั้นที่ ๘ ผู้เจริญรูปาวจรกุศล จนสําเร็จจตุตถฌาน อย่างปานกลาง พรหมชั้นนี้มีอายุ ๓๒ มหากัป เป็นพรหมที่ปรึกษากิจการงานของ
  3. สุภกิณหาพรหม สุภกิณหา พรหมโลกชั้นที่ ๙ ผู้เจริญสมถภาวนา จนสําเร็จจตุตถฌาน อย่างประณีต พรหมชั้นนี้มีอายุ ๖๔ มหากัป เป็นพรหมที่เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า

ตติยฌานภูมิ ตั้งอยู่ท่ามกลางอากาศ สูงจากทุติยฌานภูมิประมาณ ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ พื้นที่ของ ตติยฌานภูมิอยู่ในระดับเดียวกัน ล้วนแล้วด้วยรัตนะทั้ง ๗ พรั่งพร้อมด้วยวิมาน อุทยาน สระโบกขรณี และต้น กัลปพฤกษ์ เช่นเดียวกับปฐมฌานภูมิ ทุติยฌานภูมิ

จตุตถฌานภูมิ ๗

บุคคลใดเจริญรูปาวจรกุศลจนได้ ปัญจมฌาน เมื่อทําลายขันธ์แล้วก็ได้ไปบังเกิดใน จตุตถฌานภูมิ คือ เวหปผลาภูมิ และอสัญญสัตตาภูมิ ซึ่งเป็นพรหมที่อยู่ระดับชั้นเดียวกัน เวหัปผลา พรหมโลกชั้นที่ ๑๐ ภูมิอันเป็นที่บังเกิดของผู้ที่เจริญรูปาวจรกุศล จนสําเร็จ ปัญจมฌาน ซึ่งเป็นผลของกุศลที่เกิดจากอุเบกขาเวทนา เป็นผลที่ประเสริฐ มั่นคง ไม่หวั่นไหว ให้ผลบริบูรณ์ พรหมชั้นนี้มีอายุ ๕๐๐ มหากัปทุกองค์อสัญญสัตตา พรหมโลกชั้นที่ ๑๑ ภูมิอันเป็นที่บังเกิดของผู้ที่เจริญรูปาวจรกุศล จนสําเร็จ ปัญจมฌานที่ไม่ปรารถนามีนามคือจิต ปรารถนามีแต่รูปอย่างเดียว พรหมชั้น นี้มีอายุ ๕๐๐ มหากัปทุกองค์

** อรรถกถาสังคีติสูตร ทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย และปฏิสัมภิทามรรค กล่าวไว้ว่า ในครั้งเมื่อ พระพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติ พวกฤาษีที่เจริญวาโยกสิณยังจตุตถฌานให้เกิดแล้ว มีความหน่ายจากจิต เห็นว่ากองทุกข์ ทั้งมวลอาศัยจิตที่ถือเอาอารมณ์ต่าง ๆ คือ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ธัมมารมณ์ จึงเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ เมื่อพิจารณาเห็นโทษแห่งจิตดังนี้แล้ว เจริญปัญจมฌาน ตั้งความปรารถนาที่จะไม่มีจิต

ครั้นทําลายขันธ์แล้ว ด้วยอํานาจของปัญจมฌานกุศล ได้ไปบังเกิดในอสัญญีภพ คือภูมิที่ไม่มีจิต ที่เรียกกันว่า พรหมลูกฟัก (เพราะไม่มีจิต) ผู้ใดตั้งมั่นอยู่ในอิริยาบถใดในมนุษยโลก ผู้นั้นก็ได้ไปบังเกิดในอสัญญีภพ ในสภาพที่นั่ง นอน หรือยืนเช่นนั้นตลอดกาล ดํารงอยู่ตลอด ๕๐๐ มหากัป จึงจุติ

เวหัปผลาภูมิ และ อสัญญสัตตาภูมิ ตั้งอยู่ในท่ามกลางอากาศในระดับเดียวกัน ห่างจากตติยฌานภูมิ ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ ล้วนแล้วด้วยรัตนะทั้ง ๗ พรั่งพร้อมด้วยวิมาน อุทยาน สระโบกขรณี และต้นกัลปพฤกษ์

สุทธาวาส ๕

สุทธาวาสภูมิ เป็นภูมิที่อยู่ของผู้บริสุทธิ์จากกามราคะ เป็นต้น ได้แก่ อนาคามีบุคคล และ พระอรหันต์ ทั้งหลายที่ได้ปัญจมฌาน ส่วนบุคคลอื่นนอกนั้นแม้จะได้ปัญจมฌานก็มิอาจบังเกิดในภูมินี้ได้ ท่านกล่าวว่า ภูมิอัน เป็นที่อยู่ของพระอนาคามี และพระอรหันต์ ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์เท่านั้น ภูมินั้นจึงชื่อว่า สุทธาวาสภูมิ

  1. อวิหา พรหมโลกชั้นที่ ๑๒ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของผู้ที่เจริญรูปาวจรกุศล ที่ได้ ปัญจมฌาน และเจริญวิปัสสนาจนสําเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคล ที่มี สัทธินทรีย์แก่กล้า
  2. อตัปปา พรหมโลกชั้นที่ ๑๓ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของผู้ที่เจริญรูปาวจรกุศล ที่ได้ ปัญจมฌาน และเจริญวิปัสสนาจนสําเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคล ที่มี วิริยินทรีย์แก่กล้า
  3. สุทัสสา พรหมโลกชั้นที่ ๑๔ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของผู้ที่เจริญรูปาวจรกุศล จนได้ ปัญจมฌาน และเจริญวิปัสสนาจนสําเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคล ที่มี สตินทรีย์แก่กล้า
  4. สุทัสสี พรหมโลกชั้นที่ ๑๕ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของผู้ที่เจริญรูปาวจรกุศล จนได้ ปัญจมฌาน และเจริญวิปัสสนาจนสําเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคล ที่มี สมาธินทรีย์แก่กล้า
  5. อกนิฏฐา พรหมโลกชั้นที่ ๑๖ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของผู้ที่เจริญรูปาวจรกุศล จนได้ ปัญจมฌาน และเจริญวิปัสสนาจนสําเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคล ที่มี ปัญญินทรีย์แก่กล้า

สุทธาวาสภูมิ ๕ ภูมินี้ ตั้งอยู่ท่ามกลางอากาศ แต่ละชั้นก็สูงห่างกัน ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ ตามลําดับ อกนิฏฐาภูมิเป็นภูมิที่สูงสุด อกนิฏฐาพรหม ชื่อว่าเป็นพรหมที่มีคุณธรรมสูงที่สุด

ส่วนพรหมชั้นสุทัสสีพรหม สุทัสสาพรหม อตัปปาพรหม และอวิหาพรหม เมื่อยังไม่บรรลุเป็น พระอรหันต์ สิ้นอายุลงแล้วจะต้องเกิดในสุทธาวาสภูมิเบื้องบนขึ้นไป ย่อมไม่เกิดซ้ำภูมิที่อยู่เดิม หรือเกิดในภูมิที่ ต่ำกว่าเป็นอันขาด จะต้องปรินิพพานในอกนิฏฐาภูมินั้นเอง ท่านกล่าวไว้ว่า ข้อนี้ย่อมแสดงว่า อกนิฏฐาพรหมเจริญ ด้วยศีลคุณ สมาธิคุณ และปัญญาคุณ ยิ่งกว่ารูปพรหมในมิอื่นทั้งปวง

** อรรถกถา วิภังคปกรณ์ กล่าวว่า พรหมชั้นอวิหามีอายุ ๑,๐๐๐ มหากัป พรหมชั้นอตัปปามีอายุ ๒,๐๐๐ มหากัป พรหมชั้นสุทัสสามีอายุ ๔,๐๐๐ มหากัป พรหมชั้นสุทัสสีมีอายุ ๘,๐๐๐ กัป พรหมชั้นอกนิฏฐา มีอายุ ๑๖,๐๐๐ มหากัป บรรดาพระอนาคามีที่อุบัติในสุทธาวาส ๕ ชั้นนี้ รวมทั้งพระอนาคามีที่บังเกิดจาก ปฐมฌานภูมิผ่านพรหมโลกทั้ง ๙ ชั้นแล้ว ดํารงอยู่ในอกนิฏฐาภูมิ พระอนาคามีเหล่านี้จะไม่เวียนกลับลงไปสู่โลกอีก ย่อมปรินิพพานในสุทธาวาสภูมินี้ การปรินิพพานของพระอนาคามีในสุทธาวาสภูมิมี ๕ ประเภท คือ

  1. อันตรปรินิพพายี ปรินิพพานในระหว่างคือบังเกิดในสุทธาวาสชั้นใดชั้นหนึ่งแล้ว อายุยังมิทันถึงกึ่ง หนึ่งก็ปรินิพพานโดยกิเลสนิพพาน
  2. อุปหัจจปรินิพพายี พระอนาคามีผู้จวนจะถึงอายุพ้นกึ่งแล้ว หมายถึงจวนจะสิ้นอายุจึงปรินิพพาน
  3. อสังขารปรินิพพายี พระอนาคามีผู้ปรินิพพานโดยไม่ใช้ความเพียรนัก
  4. สสังขารปรินิพพายี ระอนาคามีผู้ปรินิพพานโดยใช้ความเพียรมาก
  5. อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี พระอนาคามีผู้เกิดในสุทธาวาสชั้นใดชั้นหนึ่งแล้ว ได้สําเร็จอนาคามีในชั้นอกนิฏฐา แล้วจึงปรินิพพาน

** อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ หน้า ๗๑๕ แสดงไว้ว่า เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออก มหาภิเนษกรมณ์ ทรงดําริว่า ผมของเราไม่เหมาะแก่สมณะ จําจักตัดผมเหล่านั้นด้วยพระขรรค์ ทรงจับพระขรรค์ อันคมกริบด้วยพระหัตถ์ขวา รวบพระจุฬาพร้อมด้วยพระเมาลีด้วยพระหัตถ์ซ้าย ทรงอธิษฐานว่า ถ้าเราจักเป็น พระพุทธเจ้าไซร้ ผมนี้จงตั้งอยู่ในอากาศ ถ้าไม่ได้เป็น ก็จงหล่นลงเหนือพื้นดิน ทรงตัดแล้วเหวี่ยงไปในอากาศ กําพระจุฬามณีนั้น ลอยขึ้นไปไกลประมาณโยชน์หนึ่งแล้วตั้งอยู่ในอากาศ ท้าวสักกะทรงนําผอบรัตนะขนาดโยชน์ หนึ่งรับกําพระจุฬามณีนั้น ทรงบรรจุไว้ในจุฬามณีเจดีย์ สําเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการไว้ในภพดาวดึงส์

ต่อจากนั้น เจ้าชายสิทธัตถะทรงดําริอีกว่า ผ้ากาสีที่สวมใส่เหล่านี้มีค่ามาก ไม่ควรแก่สมณเพศ ลําดับนั้น ฆฏิการพรหม ผู้เป็นสหายเก่าแต่ครั้งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตลอดพุทธันดรหนึ่ง ทรงทราบว่า วันนี้สหายเราออกมหาภิเนษกรมณ์ เราจักนําสมณบริขารไปเพื่อสหายนั้น

สมณบริขาร ๘ คือ ไตรจีวร บาตร มีด เข็ม รัดประคต และผ้ากรองน้ำ

พระโพธิสัตว์ทรงครองผ้าธงชัยแห่งพระอรหันต์ ถือเพศบรรพชาสูงสุด ทรงเหวี่ยงคู่ผ้าฉลองพระองค์ นั้นไปในอากาศ ท้าวมหาพรหมรับผ้าคู่นั้นแล้ว สร้างทุสสะเจดีย์ สําเร็จด้วยรัตนะขนาด ๑๒ โยชน์ บรรจุฉลอง พระองค์นั้นไว้ภายพระเจดีย์ในพรหมโลก

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน >>

ไตรภูมิพระร่วง

รูปภูมิ (Form Planes)ภูมิระดับกลาง เป็นรูปพรหม มี 12 ชั้น แบ่งออกเป็น ปฐมฌานภูมิ 3 ทุติยฌานภูมิ 3 ตติยฌานภูมิ 3 และ จตุตฌานภูมิ 7 อยู่เหนือสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ ขึ้นไปนับประมาณไม่ได้ ผู้ที่ได้มาเกิดในพรหมโลกนี้ต้องจำเจริญสมาธิภาวนา จำเริญกรรมฐาน เพื่อบำบัดปัญจนิวรณ์ คือกามฉันทะ ความพอใจในกามพยาบาท ความคิดร้ายเคืองแค้นในใจถีนมิทธะ ความหดหู่เซื่องซึมอุทรธัจจกุกกุจจะ ความกระวนกระวายใจวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยจะได้เกิดเป็นพรหมฝนปฐมฌานถูมิ ถ้าจำเริญภาวนาฌานให้สูงขึ้นไป เมื่อสิ้นอายุจะไปเกิดใน ทุติยฌานภูมิ ตติยฌานภูมิ และ จตุตถฌานภูมิ ตามลำดับพรหมในรูปภูมินี้มีแต่ผู้ชายไม่มีผู้หญิง มีตา หู จมูก มีตัวตน แต่ไม่รู้กลิ่นหอมหรือเหม็น ไม่รู้รส ไม่รู้เจ็บ ไม่ยินดีในกาม ไม่รู้หิว ไม่ต้องกินข้าวกินน้ำ เนื้อตัวเกลี้ยงเกลา ส่องสว่างกว่าพระอาทิตย์พระจันทร์พันเท่า ผู้ใดได้จตุตถฌานภูมิเต็มที่ เมื่อสิ้นอายุ จะได้เกิดแต่ใน ปัญจสุทธาวาส ภูมิ 5 ชั้นสุดท้ายของรูปภูมิ จะไม่มาเกิดเป็นมนุษย์อีก จนกว่าจะเข้าสู่นิพพาน ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้จตุตถฌานภูมิเต็มที่ เมื่อสิ้นอายุ ใจนั้นก็จะคืนสู่ปกติดั่งคนทั้งหลาย แล้วไปเกิดตามบุญตามบาปต่อไป

อรูปภูมิ (Formless Planes)ภูมิระดับสูง มี 4 ชั้น อยู่สูงสุดขอบกำแพงจักรวาล เหล่าพรหมในชั้นนี้ไม่มีตัวตน มีแต่เพียงจิต ผู้ที่จะมาเกิดในภูมินี้ต้องจำเริญภาวนาฌาน พิจารณาขันธุ์ 5 จนเข้าถึงอรูปฌาน คือไม่ยินดีในร่างกายตน ปรารถนาที่จะไม่มีตัวตน จะได้มาเกิดใน อากาสานัญจายตนภูมิ คือภพของผู้เข้าถึงฌานอันกำหนดอากาศเป็นช่องว่าง หาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ มีอายุยืน 20000 มหากัลป์ แล้วกำหนดจิตให้สูงขึ้น ปรารถนาให้อยู่เหนืออากาศ จนได้เกิดใน วิญญาณัญจายตนภูมิ คือภพของผู้กำหนดวิญญาณ อันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ มีอายุยืน 40000 มหากัลป์ เมื่อพิจารณาภาวนาให้สูงขึ้น จนได้ญาณอันกำหนดภาวนาที่ ไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ จึงได้เกิดใน อากิญจัญญายตนภูมิ มีอายุยืน 60000 มหากัลป์ แต่ยังไม่พอใจใคร่จะได้ไปเกิดในพรหมสูงขึ้นไป จนจิตเเข้าถึงสภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ ถึงภูมิชั้นสูงสุดในไตรภูมิ คือเนวสัญญาณาสัญญายตนภูมิ พรหมโลกชั้นนี้มีสมาบัติยิ่งกว่าพรมหทุกแห่ง สามารถเห็นชั้นฟ้า ชั้นดิน ชั้นอินทร์ และชั้นพรหม ดุจเห็นมะขามป้อมกลางฝ่ามือ มีจิตอันเป็น โสภณเจตสิก คือสภาวะธรรมที่ดีงามเกิดดับพร้อมกับจิต มีอายุยืนถึง 84000 มหากัลป์

ไตรภูมิ

ไตรภูมิ หรือ ไตรโลก (หมายถึง สามโลก) ซึ่งเป็นคติเกี่ยวกับโลกสัณฐานตามความเชื่อในศาสนาพุทธ ไตรภูมิประกอบด้วย กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ สัตวโลกทั้งหลายก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดในไตรภูมินี้จนกว่าจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์

ศาสนาพุทธ[แก้]

กามภูมิ[แก้]

กามภูมิ (หรือกามโลก) แบ่งเป็น 11 ส่วนย่อยได้แก่

ทุคติภูมิ
  1. นรกภูมิ
  2. เปรตภูมิ
  3. อสูรกายภูมิ
  4. เดรัจฉานภูมิ
สุคติภูมิ
  1. มนุสสภูมิ
  2. จาตุมหาราชิกา
  3. ดาวดึงส์
  4. ยามา
  5. ดุสิต
  6. นิมมานรดี
  7. ปรนิมมิตวสวัตดี

รูปภูมิ[แก้]

รูปภูมิ (หรือรูปโลก) แบ่งเป็น 16 ชั้น เป็นที่สถิตของพระพรหม (ตามคติของพราหมณ์) พระพรหมที่จะสถิตอยู่จะต้องบำเพ็ญฌาน แบ่งออกเป็น ปฐมฌานภูมิ 3 ทุติยฌานภูมิ 3 ตติยฌานภูมิ 3 และจตุตฌานภูมิ 7

อรูปภูมิ[แก้]

อรูปภูมิ (หรืออรูปโลก) แบ่งเป็น 4 ชั้น เป็นที่สถิตของพระพรหมระดับสูงซึ่งไม่มีรูปกาย ชั้นที่ 1 อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 2 วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 3 อากิญจัญญายตนภูมิ ชั้นที่ 4 เป็นภูมิชั้นสูงสุดในไตรภูมิ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

อ้างอิง[แก้]

  • นิตย์ จารุศร (รวบรวม และ เรียบเรียง). สารธรรม. กรุงเทพฯ : เหรียญบุญ การพิมพ์, 2547.
  • พระพานิช ญาณชีโว. ไตรภูมิพระร่วง (ฉบับย่อความ) . กรุงเทพฯ : ตรงหัว, 2539.
  • เสฐียรโกเศศ. ไตรภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์ในพญาลิไทย. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2545.
  • เสฐียรโกเศศ. เล่าเรื่องในไตรภูมิ. ธนบุรี : โรงพิมพ์อักษรเพชรเกษม, 2512.

ไตรภูมิในสถาปัตยกรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[แก้]

เขมร[แก้]

คติความเชื่อเรื่องไตรภูมิที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล ปรากฏมากมายในวัฒนธรรมเขมร เมื่อมาสมัยการสร้างเมืองพระนครของพระเจ้ายโศวรมันที่ 2 ก็ได้มีการนำคติไตรภูมิซึ่งสืบต่อมาจากอินเดียคือ มีภูเขาศักดิ์สิทธิ์อยู่กลางเมืองเป็นสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่ประทับของเทวดา โดยพระเจ้ายโศวรมันทรงเลือกเขาพนมบาแค็งเป็นศูนย์กลางแห่งเมืองพระนคร และสร้างปราสาทพนมบาแค็งเป็นปราสาท 5 หลังซึ่งมีหลังหนึ่งอยู่ตรงกลางและอีก 4 หลังอยู่ 4 มุมนั้น แสดงถึงยอด 5 ยอดของเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่ประทับของเทวดา บนยอดเขาพระสุเมรุนั้นเป็นที่ประทับของเทวดา 33 องค์ คือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ศาสตราจารย์ฟิลลิโอซาต์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเขาพนทบาแค็งนั้น ถ้าเรามองดูจากเฉพาะฐานแต่ละด้านเราจะเห็นเฉพาะปราสาท 33 หลัง สำหรับปราสาทที่เหลือนั้นจะมองไม่เห็น ดังนั้นเขาพนมบาแค็งจึงเป็นเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่ประทับของเทวดาและศูนย์กลางของมนุษยโลก

ลาว[แก้]

ความเชื่อเรื่องศูนย์กลางจักรวาลของเขาพระสุเมรุอันหมายถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ปรากฏคติความเชื่อนี้ที่ลาวด้วย เช่นในเรื่องของยอดจั่วหัวท้ายของอุโบสถที่เรียกว่า สิม (ที่ภาคกลางก็คือช่อฟ้านั่นเอง) สิมทำเป็นรูปปราสาทและที่สำคัญคือประดับอยู่สันหลังคาโดยมีความหมายถึงปราสาทของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สิมจึงเสมือนเป็นศูนย์กลางจักรวาลนั่นเอง

พม่า[แก้]

คติความเชื่อเรื่องไตรภูมิที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล ก็ปรากฏมายมายที่พม่าด้วยเช่นเดียวกัน เห็นได้จากการสร้างเมือง การสร้างปราสาทราชวังที่มีคูน้ำล้อมรอบอันแสดงถึงความเป็นศูนย์กลางจักรวาลที่มีมหานทีสีทันดอนล้อมรอบด้วย เช่น พระราชวังมัณฑเลย์ที่สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2400-2402 โดยพระเจ้ามินดงเพื่อเป็นศูนย์กลางของจักรวาลตามคติพุทธศาสนา

นอกจากนี้ ก็ปรากฏคติความเชื่อเรื่องศูนย์กลางแห่งจักรวาลในงานศิลปกรรมอีกมากมายในงานสถาปัตยกรรมต่างๆ เช่น การสร้างเจดีย์ของพม่าส่วนใหญ่ก็จะสร้างในคติการสร้างเจดีย์ที่ประดิษฐานพระเกศธาตุและพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า คือเจดีย์จุฬามณีที่พระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตัวอย่างเช่น อุบาลีเถียน เมืองพุกาม ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นอาคารในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผนังก่อด้วยอิฐ ภายในมีพระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่ง ภายนอกอาคารมีเจดีย์ทรงระฆังขนาดเล็กประดับอยู่ที่กลางสันหลังคา ซึ่งอาจมีความหมายถึงเจดีย์จุฬามณีที่ประดิษฐานพระเกศธาตุและพระเขี้ยวแก้ว พระอินทร์สร้างไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างอีกที่ เจดีย์สินพยุเมที่เมืองมินคุนซึ่งพระเจ้าพะคยีดอทรงสร้างใน พ.ศ. 2359 ก่อนที่จะเสวยราชย์ เจดีย์องค์นี้เปรียบเสมือนพระเจดีย์จุฬามณีซึ่งตั้งอยู่เหนือเขาพระสุเมรุอันป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลตามความเชื่อถือเกี่ยวข้องกับไตรภูมิในพุทธศาสนา คือ มีแผนผังเป็นรูปวงกลมประกอบด้วยลานซ้อนขึ้นไป 7 ชั้น ลานเหล่านี้มีผนังเตี้ยๆทำเป็นรูปคล้ายรูปคลื่นโดยรอบ เหนือลานชั้นบนมีฐานรูปทรงกระบอกซึ่งมีห้องไว้พระพุทธรูปอยู่ภายใน ยอดเป็นรูปเจดีย์ตามแบบพม่า

อาจกล่าวได้ว่าชนชาติพม่าเป็นชนชาติที่ดูจะเคร่งครัดกับพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ คติความเชื่อเรื่องไตรภูมิที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาจึงสืบต่อลงมาอย่างเหนียวแน่น ดังเห็นจากงานศิลปกรรมในรุ่นหลังๆที่ยังคงรักษาคตินี้ไว้

อรูปพรหม[แก้]

อรูปพรหม หรือ อรูปาวจรภูมิ สมัยที่โลกยังว่างจากพระพุทธศาสนา บรรดาโยคี ฤๅษี ชีไพรดาบส ที่บำเพ็ญตบะเดชะภาวนา รำพึงว่าอันว่าตัวตน กล่าวคืออัตภาพร่างกายนี้ไม่ดีเป็นนักหนา กอปรไปด้วย ทุกข์โทษหาประมาณมิได้ ควรที่ตูจะปรารถนากระทำตัว ให้หายไปเสียเถิด แล้วก็เกิดความพอใจเป็นนักหนา ในภาวะที่ไม่มีตัวตนไม่มีรูปกาย ปรารถนาอยู่แต่ในความไม่มีรูป

อรูปภูมิมี 4 ชั้น คือ อากาสานัญจายตนภูมิ วิญญาณัญจายตนภูมิ อากิญจัญญายตนภูมิ และ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ พรหมในชั้นนี้ไม่มีรูปร่าง มีแต่จิตเจตสิก เพราะเห็นว่าหากมีร่างกายอยู่นั้นจะมีแต่โทษ อาจจะไปทำร้ายซึ่งกันและกันได้ จึงบริกรรมด้วยความว่างเปล่า ยึดเอาอากาศซึ่งเป็นความว่างเปล่าเป็นอารมณ์ จนได้ฌานที่มีอากาศเป็นอารมณ์เรียกว่า อากาสานัญจายตนภูมิ ซึ่งมีอายุอยู่ได้สองหมื่นกัปป์ จากนั้นก็อาจภาวนาเพื่อจะได้ไปอยู่ในพรหมโลกขั้นสูงต่อไปอีกได้ อายุของพรหมเหล่านี้จะยืนอยู่ได้สี่หมื่น หกหมื่น และแปดหมื่นสี่พันกัปป์ ตามลำดับ

ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ[แก้]

ชั้นที่ทรงอากาศไม่มีที่สิ้นสุด ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้ยึดเอา อากาศ เป็นอารมณ์ เป็นที่ตั้งอยู่แห่งพระพรหม ผู้เกิดจากฌานที่อาศัยอากาสบัญญัติ ไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์ ตั้งอยู่พ้นจากอกนิฏฐสุทธาวาสพรหมโลกไปอีก 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ มีอายุแห่งพรหมประมาณ 20000 มหากัป

ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ[แก้]

ชั้นที่ทรงภาวะวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้ยึด วิญญาณ เป็นอารมณ์ พ้นจากอากาสานัญจายตนภูมิขึ้นไปอีก 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ วิญญาณัญจายตนภูมิ เป็นที่อยู่ แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย วิญญาณบัญญัติ พระพรหมผู้วิเศษไม่มีรูป และปฏิสนธิด้วยวิญญาณัญจายตนวิบากจิต มีอายุแห่งพรหมประมาณ 40000 มหากัป

ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ[แก้]

ชั้นที่ทรงภาวะไม่มีอะไรเลย ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้ยึดเอาความไม่มีอะไรเลย เป็นอารมณ์ เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย นัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ พระพรหมผู้วิเศษไม่มีรูป และปฏิสนธิด้วยอากิญจัญญายตนวิบากจิตพ้นจากวิญญานัญจายตนภูมิขึ้นไปอีก 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ มีอายุแห่งพรหมประมาณ 60000 มหากัป

ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ[แก้]

ชั้นที่ทรงภาวะที่มีสัญญาไม่ปรากฏชัด ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้เข้าถึงภาวะมี สัญญา ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ (ในทัศนะนี้แปลว่า ยังไม่หมด ยังมีอยู่ แต่ไม่มาก ไม่ยึดมั่นเหมือนปถุชนทั่วไป) เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้เกิดจากฌานที่อาศัย ความประณีตเป็นอย่างยิ่ง พระพรหมวิเศษแต่ละองค์ในชั้นสูงสุดนี้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้สำเร็จยอดแห่งอรูปฌาน คืออรูปฌานที่ 4 มาแล้ว มีอายุยืนนานเป็นที่สุดด้วยอำนาจแห่ง อรูปฌานกุศลอันสูงสุดที่ตนได้บำเพ็ญมา เพราะเหตุที่ตนปฏิสนธิด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนวิบากจิตทั้ง อยู่พ้นจากอากิญจัญญายตนภูมิขึ้นไปอีก 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ มีอายุแห่งพรหมประมาณ 84000 มหากัป

ผู้ที่เกิดเป็นอรูปพรหมนั้นไม่มีรูปขันธ์ 1 มีเพียงนามขันธ์ 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ จึงไม่มีอวัยวะร่างกายใดๆ แต่มีความรู้สึกนึกคิดในฝ่ายนามธรรม (มีผู้บรรยายว่า สภาวะของอรูปภพ มีทั้งข้อดีกับข้อเสีย ข้อดีก็คือจะไม่มีอายตนะห้าประการคือ ตา หู จมูก ลิ้น และกายมากระทบหรือไม่รับรู้อะไร มีแต่จิตเจตสิกที่รับอากาศเป็นอารมณ์รับรู้ ไม่ได้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่แต่อาศัยปลีกวิเวก และอยู่เสวยสุขได้นานหลายกัปจนนับประมาณไม่ได้ แต่ข้อเสียก็คือจะไม่สามารถสื่อสารกับใครหรือพบเห็นอะไรเลย นอกจากนั้นจะไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้เลยตอนที่ยังเป็นอรูปพรหมเพราะไม่มีอายตนะห้าประการเป็นตัวรับรู้ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน (แต่มีปรากฏในหลักฐานปริยัติว่า ผู้ที่ได้ถึงพระนิพพานในลำดับแรก คือ โสดาปัตติผล สามารถเจริญวิปัสสนาต่อในอรูปภพต่อจนถึงความเป็นพระอรหัตผลได้)) นอกจากนั้นเมื่อได้สิ้นกาลอายุขัยก็จะต้องลงไปเกิดในกามาวจรภูมิ ต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่จบไม่สิ้นอีกครั้งด้วยอำนาจกิเลส ในอรูปภพนี้ไม่มีปรากฏในหลักฐานทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดจะเสด็จขึ้นมาโปรดเหล่าอรูปพรหมที่อรูปาวจรภูมินี้เลย เรื่องนี้มีกล่าวไว้ในพุทธประวัติว่า อสิตดาบสได้ทำนายเจ้าชายสิทธัตถะกุมารว่าเมื่อเจริญวัยก็จะเสด็จออกผนวชและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็ดีใจ แต่ก็คิดได้ว่าตัวเองชราภาพมากก็คงไม่ได้มีโอกาสได้อยู่ดูและฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า แม้จะละสังขารไปเกิดเป็นอรูปพหรมก็ไม่สามารถฟังธรรมได้เลยจึงร้องไห้ หรือหลังจากพระพุทธเจ้าได้ตัดสินพระทัยว่าจะแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ก็ทรงระลึกถึงอุทกดาบสและอาฬารดาบสผู้เคยเป็นพระอาจารย์สอนวิชาสมาบัติแก่พระพุทธองค์ ที่สามารถจะเข้าใจฟังธรรมได้แต่ก็น่าเสียดาย เพราะดาบสทั้งสองก็ได้ละสังขารไปเกิดเป็นอรูปพรหม พระพุทธองค์ก็ไม่สามารถไปโปรดดาบสทั้งสองได้เลย

TLD-003-1797

ไตรภูมิ (ชื่อตัวละคร)

ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ไตรภูมิกถา

ไตรภูมิเป็นภูมิทั้งสามในเรื่องไตรภูมิกถา หมายถึง กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ กามภูมิ คือภูมิแห่งผู้ที่ยังข้องอยู่ในกาม แบ่งออกเป็น 11 ภูมิ ดังนี้
อบายภูมิหรือทุคติภูมิ ประกอบด้วย 1.นรกภูมิ 2.ติรัจฉานภูมิ 3.เปรตวิสัยภูมิ 4.อสุรกายภูมิ สุคติภูมิ ประกอบด้วย 1. มนุสสภูมิ 2. จาตุมหาราชิกาภูมิ 3. ตาวติงษาภูมิ 4. ยามาภูมิ 5. ตุสิตาภูมิ 6. นิมมานรตีภูมิ 7. ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ
รูปภูมิ คือภูมิแห่งผู้ที่ได้รูปฌาน 4 คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน
รูปภูมิเป็นภูมิของพรหมที่มีรูป เรียกว่ารูปพรหม รูปภูมิแบ่งย่อยออกเป็น 16 ภูมิ บางทีเรียกว่าพรหมโลก 16 ชั้น เป็นภูมิที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามารมณ์ ผู้ที่ได้ปฐมฌานจะเกิดในปฐมฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. พรหมปาริสัชชาภูมิ 2. พรหมปโรหิตาภูมิ 3. มหาพรหมาภูมิ
ผู้ที่ได้ทุติยฌานจะเกิดในทุติยฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. ปริตตาภาภูมิ 2. อัปปมาณาภูมิ 3. อาภัสสราภูมิ
ผู้ที่ได้ตติยฌานจะเกิดในตติยฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. ปริตตสุภาภูมิ 2. อัปปมาณสุภาภูมิ 3. สุภกิณหาภูมิ
ผู้ที่ได้จตุตถฌานจะเกิดในจตุตถฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. เวหัปผลาภูมิ 2. อสัญญีสัตตาภูมิ 3. อวิหาภูมิ 4. อตัปปาภูมิ 5. สุทัสสาภูมิ 6. สุทัสสีภูมิ 7. อกนิฏฐาภูมิ (ตั้งแต่ภูมิลำดับที่ 3 – 7 รวม 5 ชั้น เรียกว่า ปัญจสุทธาวาส)
อรูปภูมิ คือภูมิแห่งผู้ที่ได้อรูปฌาน 4 คือ อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน และเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
อรูปภูมิเป็นภูมิของพรหมที่ไม่มีรูปมีแต่จิต ผู้ที่เกิดในอรูปภูมิเรียกว่า อรูปพรหม ผู้ที่ได้อากาสานัญจายตนฌานจะเกิดในอากาสานัญจายตนภูมิ ผู้ที่ได้วิญญาณัญจายตนฌานจะเกิดในวิญญาณัญจายตนภูมิ
ผู้ที่ได้อากิญจัญญายตนฌานจะเกิดในอากิญจัญญายตนภูมิ ผู้ที่ได้เนวสัญญานาสัญญายตนฌานจะเกิดในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

ไตรภูมิเป็นภูมิทั้งสามในเรื่องไตรภูมิกถา หมายถึง กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ กามภูมิ คือภูมิแห่งผู้ที่ยังข้องอยู่ในกาม แบ่งออกเป็น 11 ภูมิ ดังนี้

อบายภูมิหรือทุคติภูมิ ประกอบด้วย 1.นรกภูมิ 2.ติรัจฉานภูมิ 3.เปรตวิสัยภูมิ 4.อสุรกายภูมิ สุคติภูมิ ประกอบด้วย 1. มนุสสภูมิ 2. จาตุมหาราชิกาภูมิ 3. ตาวติงษาภูมิ 4. ยามาภูมิ 5. ตุสิตาภูมิ 6. นิมมานรตีภูมิ 7. ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ

รูปภูมิ คือภูมิแห่งผู้ที่ได้รูปฌาน 4 คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน

รูปภูมิเป็นภูมิของพรหมที่มีรูป เรียกว่ารูปพรหม รูปภูมิแบ่งย่อยออกเป็น 16 ภูมิ บางทีเรียกว่าพรหมโลก 16 ชั้น เป็นภูมิที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามารมณ์ ผู้ที่ได้ปฐมฌานจะเกิดในปฐมฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. พรหมปาริสัชชาภูมิ 2. พรหมปโรหิตาภูมิ 3. มหาพรหมาภูมิ

ผู้ที่ได้ทุติยฌานจะเกิดในทุติยฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. ปริตตาภาภูมิ 2. อัปปมาณาภูมิ 3. อาภัสสราภูมิ

ผู้ที่ได้ตติยฌานจะเกิดในตติยฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. ปริตตสุภาภูมิ 2. อัปปมาณสุภาภูมิ 3. สุภกิณหาภูมิ

ผู้ที่ได้จตุตถฌานจะเกิดในจตุตถฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. เวหัปผลาภูมิ 2. อสัญญีสัตตาภูมิ 3. อวิหาภูมิ 4. อตัปปาภูมิ 5. สุทัสสาภูมิ 6. สุทัสสีภูมิ 7. อกนิฏฐาภูมิ (ตั้งแต่ภูมิลำดับที่ 3 – 7 รวม 5 ชั้น เรียกว่า ปัญจสุทธาวาส)

อรูปภูมิ คือภูมิแห่งผู้ที่ได้อรูปฌาน 4 คือ อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน และเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

อรูปภูมิเป็นภูมิของพรหมที่ไม่มีรูปมีแต่จิต ผู้ที่เกิดในอรูปภูมิเรียกว่า อรูปพรหม ผู้ที่ได้อากาสานัญจายตนฌานจะเกิดในอากาสานัญจายตนภูมิ ผู้ที่ได้วิญญาณัญจายตนฌานจะเกิดในวิญญาณัญจายตนภูมิ

ผู้ที่ได้อากิญจัญญายตนฌานจะเกิดในอากิญจัญญายตนภูมิ ผู้ที่ได้เนวสัญญานาสัญญายตนฌานจะเกิดในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

Attribution-NonCommercial-NoDerivs (CC BY-NC-ND)

Copyright © 2015 ฐานข้อมูลนามานุกรมวรรณคดีไทย : Thai Literature Directory

พรหมโลก

พรหมภูมิ หรือ พรหมโลก ถือเป็นดินแดนของพระพรหม ซึ่งเป็นภพภูมิที่สถิตย์อยู่เสวยสุขของพระพรหมผู้อุบัติเกิดในพรหมวิมาน ณ พรหมโลก อันเป็นแดนซึ่งมีแต่ความสุขอันเกิดจากฌานเท่านั้น (แบ่งชั้นตามอำนาจฌานที่ได้บรรลุ) ในภพภูมินี้ตามคัมภีร์กล่าวว่าปราศจากความสุขที่เนื่องด้วยกามราคะ

พรหมภูมิอาจแบ่งออกเป็น 2 พวก ได้แก่ รูปพรหม และ อรูปพรหม

รูปพรหม[แก้]

รูปพรหม หรือ รูปาวจรภูมิ คือ ชั้นที่พระพรหมผู้วิเศษมีรูป หากแต่เป็นรูปทิพย์ มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถ มองเห็นได้ จักเห็นได้ก็โดยทิพยวิสัยเท่านั้น ประกอบด้วยวิมาน 16 ชั้น

  • ชั้นที่ 1 – ชั้นที่ 3 รวมเรียกว่า ปฐมฌานภูมิ ด้วยพระพรหมในชั้นนี้บรรลุด้วยปฐมฌาน ทั้งสามชั้นนี้ ความจริงตั้งอยู่ ณ พื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่เป็น 3 เขต
  • ชั้นที่ 4 – ชั้นที่ 6 รวมเรียกว่า ทุติยฌานภูมิ ด้วยเหล่าพระพรหมในชั้นนี้บรรลุด้วยทุติยฌาน ทั้งสามชั้นนี้ ความจริงตั้งอยู่ ณ พื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่เป็น 3 เขต
  • ชั้นที่ 7 – ชั้นที่ 9 รวมเรียกว่า ตติยฌานภูมิ ด้วยเหล่าพระพรหมในชั้นนี้บรรลุด้วยตติยฌาน ทั้งสามชั้นนี้ ความจริงตั้งอยู่ ณ พื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่เป็น 3 เขต
  • ตั้งแต่ชั้นที่ 10 ขึ้นไป รวมเรียกว่า จตุตถฌานภูมิ ด้วยเหล่าพระพรหมในชั้นนี้บรรลุด้วยจตุตถฌาน ชั้นที่ 10-11 ตั้งอยู่ ณ พื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่กันอยู่ และมีระยะห่างไกลกันมาก
  • หากแต่เฉพาะเหล่าพระพรหมในชั้นที่ 12 – 16 เรียกว่า ปัญจสุทธาวาส หรือ สุทธาวาสภูมิ อันเป็นชั้นที่เหล่าพระพรหมในชั้นนี้ ต้องเป็นพระพรหมอริยบุคคลในพุทธศาสนา ระดับอนาคามีอริยบุคคล เท่านั้น ต่างจาก 11 ชั้นแรก แม้พระพรหมทั้งหลายจะได้สำเร็จฌานวิเศษเพียงใด ก็อุบัติในสุทธาวาสภูมิไม่ได้อย่างเด็ดขาด สุทธาวาสภูมินี้มีอยู่ 5 ชั้น ตั้งอยู่ท่ามกลางอากาศ และตั้งอยู่เป็นชั้นๆ ขึ้นไป ตามลำดับภูมิไม่ตั้งในระดับเดียวกันเช่นชั้นแรกๆที่ผ่านมา

ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้เป็นบริวารแห่งท้าวมหาพรหม พรหมโลกชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ เป็นพรหมโลกชั้นแรก เป็นพรหมชั้นล่างสุด ตั้งอยู่เบื้องบนสูงกว่าปรนิมมิตวสวัตตีสวรรค์ขึ้นไปถึง 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ คือไกลจากมนุษยโลกจนไม่สามารถนับได้ ซึ่งหากเอาก้อนศิลาขนาดเท่าปราสาทเหล็ก (โลหปราสาท) ทิ้งลงมาจากชั้นนี้ ยังใช้เวลาถึง 4 เดือนจึงจะตกถึงแผ่นดิน พระพรหมในที่นี้มีคุณวิเศษ โดยเคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุ ปฐมฌาน ขั้นปริตตะ คือ ขั้นสามัญมาแล้วทั้งสิ้น เสวยปณีตสุขอยู่ มีความเป็นอยู่อย่างแสนจะสุขนักหนา ตราบจนหมด พรหมายุขัย มีอายุแห่งพรหมประมาณส่วนที่ 3 แห่งมหากัป (1 ใน 3 แห่งมหากัป) มีท้าวสหบดีพรหม เป็น พรหมบดี

ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้เป็นปุโรหิต (อาจารย์ใหญ่) ของท้าวมหาพรหม พรหมโลกชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหมผู้ทรงฐานะประเสริฐ คือเป็นปุโรหิตของท่านมหาพรหม ความเป็นอยู่ทุกอย่างล้ำเลิศวิเศษกว่าพรหมโลกชั้นแรก รัศมีก็รุ่งเรืองกว่า รูปทรงร่างกายใหญ่กว่า สวยงามกว่า พรหมทุกท่านล้วนมีคุณวิเศษ ได้เคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้ บรรลุ ปฐมฌาน ขั้นมัชฌิมะ คือขั้นปานกลาง มาแล้วทั้งสิ้น มีอายุแห่งพรหมประมาณครึ่งมหากัป

ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ยิ่งใหญ่ พรหมโลกชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ ที่อยู่แห่งท่านพระพรหม ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย มีความเป็นอยู่และรูปกายประเสริฐยิ่งขึ้นไปอีก ได้เคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุปฐมฌานขั้น ปณีตะคือขั้นสูงสุดมาแล้วทั้งสิ้น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 1 มหากัป

ชั้นที่ 4 ปริตรตาภาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีน้อยกว่าชั้นพรหมที่สูงกว่าตน พรหมโลกชั้นที่ 4 ปริตรตาภาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลายผู้มีรัศมีน้อยกว่าพระพรหมที่มีศักดิ์สูงกว่าตน ได้เจริญภาวนากรรมบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ทุติยฌาน ขั้นปริตตะ คือ ขั้นสามัญมาแล้ว มีอายุแห่งพรหมประมาณ 2 มหากัป มีท้าวจตุรพักตร์หรือธาดาพรหม เป็นพรหมบดี

ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีรุ่งเรืองหาประมาณมิได้ พรหมโลกชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ผู้มีรัศมีรุ่งเรืองมากมายหาประมาณมิได้ เคยเจริญภาวนาการบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ทุติยฌาน ขั้นมัชฌิมะ คือขั้นปานกลางมาแล้ว มีอายุแห่งพรหมประมาณ 4 มหากัป มีท้าวมหาอัฐปาลพรหม เป็นพรหมบดี

ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีเป็นประกายรุ่งเรือง พรหมโลกชั้นที่ 6 อาภัสสราภูมิ เคยเจริญภาวนากรรมบำเพ็ญ สมถกรรมฐานจนได้บรรลุ ทุติยฌาน ขั้นปณีตะ คือ ประณีตสูงสุดมาแล้ว มีอายุแห่งพรหมประมาณ 8 มหากัป มีท้าวมาลีวราช เป็นพรหมบดี

“…ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เธอได้ฟังว่า เทวดาชั้นอาภัสสรา มีอายุยืน มีวรรณะมากด้วยความสุข เธอมีความ ปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ เราเมื่อตายไปแล้วพึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นอาภัสสรา เถิด เธอตั้งจิตนั้น อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้น ความปรารถนาและวิหารธรรมเหล่านั้น อันเธอเจริญแล้ว อย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความสำเร็จในภาวะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้มรรค นี้ปฏิปทา เป็นไปเพื่อความสำเร็จในความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้น อาภัสสรา ฯ…” (พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๑๗๖ ข้อที่ ๗๒๖)

ชั้นที่ 7 ปริตตสุภาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีสง่างามน้อยกว่าชั้นพรหมที่สูงกว่าตน พรหมโลกชั้นที่ 7 ปริตตสุภาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมีเป็นส่วนน้อย คือน้อยกว่าพระพรหมในพรหมโลกที่สูงกว่าตนนั่นเอง ได้เคยเจริญภาวนากรรม บำเพ็ญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุตติยฌาน ขั้นปริตตะ คือขั้นสามัญมาแล้วทั้งสิ้น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 16 มหากัป

ชั้นที่ 8 อัปปมาณสุภาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้รัศมีสง่างามหาประมาณมิได้ พรหมโลกชั้นที่ 8 อัปปมาณสุภาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลาย ผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมีมากมายไม่มี ประมาณ สง่าสวยงามแห่งรัศมีซึ่งซ่านออกจากกายตัว มากมายสุดประมาณได้เคยเจริญภาวนากรรมบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ตติยฌาน ขั้นมัชฌิมะ คือขั้นปานกลางมาแล้วทั้งสิ้น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 32 มหากัป

ชั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีสง่างามสุกปลั่งทั่วสรรพางค์กาย พรหมโลกชั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมี ที่ออกสลับ ปะปนกันอยู่เสมอเป็นนิตย์ ทรงรัศมีนานาพรรณ เป็นที่น่าเพ่งพิศทัศนาได้เคยเจริญภาวนากรรมบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ตติยฌาน ขั้นปณีตะ คือขั้นประณีตสูงสุดมาแล้วทั้งสิ้น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 64 มหากัป

“….ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่า หนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพสุภกิณหกะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔….” (พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๓๐ หน้าที่ ๑๗๘ ข้อที่ ๔๘๐)

ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้รับผลแห่งฌานอันไพบูลย์ พรหมโลกชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลาย ผู้ได้รับผลแห่งฌานกุศลอย่างไพบูลย์ มีอายุแห่งพรหมประมาณ 500 มหากัป

อนึ่งผลแห่งฌานกุศล ที่ส่งให้ไปอุบัติเกิดในพรหมโลก 9 ชั้นแรกนั้น ไม่เรียกว่า มีผลไพบูลย์เต็มที่ ทั้งนี้ก็โดยมี เหตุผลตามสภาวธรรมที่เป็นจริง ดังต่อไปนี้

  • เมื่อคราวโลกถูกทำลายด้วยไฟนั้น พรหมภูมิ 3 ชั้นแรก ก็ถูกทำลายไปด้วย
  • เมื่อคราวโลกถูกทำลายด้วยน้ำนั้น พรหมภูมิ 6 ชั้นแรก ก็ถูกทำลายไปด้วย
  • เมื่อคราวโลกถูกทำลายด้วยลมนั้น พรหมภูมิทั้ง 9 ชั้นแรก ก็ถูกทำลายไปไม่มีเหลือเลย

ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้หาสัญญามิได้ (คือมีแต่รูป) พรหมโลกชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหมผู้อุบัติเกิดด้วยอำนาจแห่งสัญญาวิราคภาวนา เสวยสุขอัน ประณีตนักหนา เคยเจริญภาวนากรรมบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้สำเร็จจตุตถฌาน อันเป็นรูปฌานขั้นสูงสุดสถิตย์อยู่ในปราสาท แก้ววิมานอันมโหฬารกว้างขวาง มีบุปผชาติประดับประดาเรียบ ไม่รู้แห้งเหี่ยว มีหน้าตาสวยสง่าอุปมาดังรูปพระปฏิมากรพุทธรูปทองคำขัดสี แต่มีอิริยาบถไม่เหมือนกัน บางองค์นั่ง บางองค์นอน บางองค์ยืน มีอิริยาบถใดก็ เป็นอย่างนั้นตลอดไป ไม่เคลื่อนไหว จักษุทั้งสองก็มิได้กะพริบเลย สถิตย์เสวยสุขเป็นประดุจรูปปั้น อยู่อย่างนั้นชั่วกาล มีอายุแห่งพรหมประมาณ 500 มหากัป

สุทธาวาส[แก้]

ชั้นนี้เป็นที่เกิดของพระอนาคามี

ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ ( *ผู้ได้สมาบัติที่ 9 ไม่ใช่ตติยมรรค )[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ไม่เสื่อมคลายในสมบัติแห่งตน สูงขึ้นไปจากอสัญญีสัตตาภูมิประมาณ 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามีอริยบุคคลที่ไม่ละทิ้งสมบัติ เป็นผู้มีวาสนาบารมี กิเลสธุลีเหลือติดอยู่ในจิตสันดานน้อยมาก ด้วยได้เคยเป็นสาวกแห่งพระพุทธองค์ พบพระบวรพุทธศาสนาแล้วมีปกติเห็นภัยในวัฏสงสาร อุตสาหะจำเริญ วิปัสสนากรรมฐาน จนยังตติยมรรคให้ เกิดในขันธสันดานได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลจะสถิตย์อยู่จนอายุครบกำหนด ไม่จุติเสียก่อน ต่างจากพระพรหมในสุทธาวาสภูมิที่เหลืออยู่อีก 4 ภูมิ คือพระพรหมในอีก 4 สุทธาวาสภูมิที่เหลือ ซึ่งอาจมีการจุติหรือนิพพานเสียก่อนอายุครบกำหนด มีอายุแห่งพรหมประมาณ 1000 มหากัป

ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ไม่เดือดร้อนกับใคร สูงขึ้นไปต่อจากอวิหาสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามี ผู้ละซึ่งเป็นกิเลสอันทำให้ จิตเดือดร้อน ทั้งทางกาย วาจาและใจเลย ย่อมเข้าฌานสมาบัติ หรือผลสมาบัติอยู่เสมอ นิวรณธรรมซึ่งเป็นกิเลสอันทำให้ จิตเดือดร้อนไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ฉะนั้นจิตใจของท่านเหล่านั้นจึงมีแต่สงบเยือกเย็นได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มีวิริยินทรีย์ คือมี วิริยะแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 2000 มหากัป

ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีความเห็น (สภาวธรรม) อย่างแจ่มแจ้ง สูงขึ้นไปต่อจากอตัปปาสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามี ผู้มีความแจ่มใส สามารถเห็นสภาวธรรมได้โดยแจ้งชัดเพราะบริบูรณ์ ด้วยประสาทจักษุ ทิพพจักษุ ธัมมจักษุและปัญญาจักษุ จึงเห็นสภาวธรรมได้แจ่มใส ชัดเจน ท่านเหล่านี้เคยเป็นพระสาวกแห่งพระพุทธองค์ อุตสาหะจำเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยัง ตติยมรรคให้บังเกิดในขันธสันดาน ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มีสตินทรีย์ คือมี สติแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 4000 มหากัป

ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีความเห็น (สภาวธรรม) อย่างแจ่มแจ้งยิ่ง สูงขึ้นไปต่อจากสุทัสสาสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามี ผู้มีความเห็นอย่างแจ่มใสมากกว่า มีประสาทจักษุ ทิพพจักษุ ปัญญาจักษุ ทั้ง 3 นี้มีกำลังแก่ กล้ากว่าพระพรหมในสุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ทำให้ท่านมีความเห็นในสภาวธรรมได้ชัดเจนแจ่มใสยิ่ง ท่านเหล่านี้เคยเป็นพระสาวกแห่งพระพุทธองค์ อุตสาหะจำเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยังตติยมรรค ให้บังเกิดในขันธสันดานได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคล และในขณะที่เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มี สมาธินทรีย์ คือมีสมาธิแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 8000 มหากัป

ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ทรงคุณพิเศษไม่มีใครเป็นรอง สูงขึ้นไปต่อจากสุทัสสีสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้มีวาสนาบารมี มีกิเลสธุลีเหลือติดอยู่น้อยนักหนาโดยท่านเหล่านี้เคยเป็นพระสาวกแห่งพระพุทธองค์ อุตสาหะจำเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยัง ตติยมรรคให้บังเกิดในขันธสันดาน ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มีปัญญินทรีย์ คือมี ปัญญาแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น ฉะนั้น ท่านพระพรหมอนาคามีบุคคลที่อุบัติเกิดในอกนิฏฐพรหมโลกนี้ จึงมีคุณสมบัติวิเศษยิ่งกว่า บรรดาพระพรหมทั้งสิ้นในพรหมโลกทั้งหลายรวมทั้งสุทธาวาสพรหมทั้งสี่ที่กล่าวมาแล้ว มีอายุแห่งพรหมประมาณ 16000 มหากัป

พรหมโลกนี้ มีพระเจดีย์เจ้าองค์สำคัญ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าเป็นพรหมโลกที่เคารพนับถือพระบวรพุทธศาสนา องค์หนึ่งมีนามว่า ทุสสะเจดีย์ ซึ่งเป็นที่บรรจุผ้าขาวของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จออกผนวช โดยพระพรหมทั้งหลายได้นำบริขารและไตรจีวรลงมาถวาย และพระองค์ได้ถอดผ้าขาวที่ทรงอยู่ยื่นให้ พระพรหมจึงรับเอาและนำมาบรรจุไว้ยังเจดีย์ที่นฤมิตขึ้นนี้ และเป็นที่สักการบูชาของพระพรหมทั้งหลายในปัจจุบัน

พระพรหมอนาคามีทั้งหลายในสุทธาวาสพรหมแรกทั้ง 4 หากยังมิได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์และละสังขารเข้าสู่นิพพาน พอสิ้นพรหมายุขัย ก็ต้องจุติจากสุทธาวาสพรหมภูมิที่ตนสถิตอยู่มาอุบัติในชั้นที่ 16 นี้ เพื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์และดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานโดยทั้งสิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่า อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมภูมินี้ เป็นพรหมภูมิที่มีศีลคุณ สมาธิคุณ ปัญญาคุณ อย่างประเสริฐล้ำเลิศยิ่งกว่าพรหมโลกชั้นอื่นๆ ทั้งหมด

อรูปพรหม[แก้]

อรูปพรหม หรือ อรูปาวจรภูมิ สมัยที่โลกยังว่างจากพระพุทธศาสนา บรรดาโยคี ฤๅษี ชีไพรดาบส ที่บำเพ็ญตบะเดชะภาวนา รำพึงว่าอันว่าตัวตน กล่าวคืออัตภาพร่างกายนี้ไม่ดีเป็นนักหนา กอปรไปด้วย ทุกข์โทษหาประมาณมิได้ ควรที่ตูจะปรารถนากระทำตัว ให้หายไปเสียเถิด แล้วก็เกิดความพอใจเป็นนักหนา ในภาวะที่ไม่มีตัวตนไม่มีรูปกาย ปรารถนาอยู่แต่ในความไม่มีรูป

อรูปภูมิมี 4 ชั้น คือ อากาสานัญจายตนภูมิ วิญญาณัญจายตนภูมิ อากิญจัญญายตนภูมิ และ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ พรหมในชั้นนี้ไม่มีรูปร่าง มีแต่จิตเจตสิก เพราะเห็นว่าหากมีร่างกายอยู่นั้นจะมีแต่โทษ อาจจะไปทำร้ายซึ่งกันและกันได้ จึงบริกรรมด้วยความว่างเปล่า ยึดเอาอากาศซึ่งเป็นความว่างเปล่าเป็นอารมณ์ จนได้ฌานที่มีอากาศเป็นอารมณ์เรียกว่า อากาสานัญจายตนภูมิ ซึ่งมีอายุอยู่ได้สองหมื่นกัปป์ จากนั้นก็อาจภาวนาเพื่อจะได้ไปอยู่ในพรหมโลกขั้นสูงต่อไปอีกได้ อายุของพรหมเหล่านี้จะยืนอยู่ได้สี่หมื่น หกหมื่น และแปดหมื่นสี่พันกัปป์ ตามลำดับ

ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ[แก้]

ชั้นที่ทรงอากาศไม่มีที่สิ้นสุด ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้ยึดเอา อากาศ เป็นอารมณ์ เป็นที่ตั้งอยู่แห่งพระพรหม ผู้เกิดจากฌานที่อาศัยอากาสบัญญัติ ไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์ ตั้งอยู่พ้นจากอกนิฏฐสุทธาวาสพรหมโลกไปอีก 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ มีอายุแห่งพรหมประมาณ 20000 มหากัป

ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ[แก้]

ชั้นที่ทรงภาวะวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้ยึด วิญญาณ เป็นอารมณ์ พ้นจากอากาสานัญจายตนภูมิขึ้นไปอีก 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ วิญญาณัญจายตนภูมิ เป็นที่อยู่ แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย วิญญาณบัญญัติ พระพรหมผู้วิเศษไม่มีรูป และปฏิสนธิด้วยวิญญาณัญจายตนวิบากจิต มีอายุแห่งพรหมประมาณ 40000 มหากัป

ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ[แก้]

ชั้นที่ทรงภาวะไม่มีอะไรเลย ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้ยึดเอาความไม่มีอะไรเลย เป็นอารมณ์ เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้วิเศษ ผู้เกิดจากฌานที่อาศัย นัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ พระพรหมผู้วิเศษไม่มีรูป และปฏิสนธิด้วยอากิญจัญญายตนวิบากจิตพ้นจากวิญญานัญจายตนภูมิขึ้นไปอีก 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ มีอายุแห่งพรหมประมาณ 60000 มหากัป

ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ[แก้]

ชั้นที่ทรงภาวะที่มีสัญญาไม่ปรากฏชัด ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้เข้าถึงภาวะมี สัญญา ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ (ในทัศนะนี้แปลว่า ยังไม่หมด ยังมีอยู่ แต่ไม่มาก ไม่ยึดมั่นเหมือนปถุชนทั่วไป) เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้เกิดจากฌานที่อาศัย ความประณีตเป็นอย่างยิ่ง พระพรหมวิเศษแต่ละองค์ในชั้นสูงสุดนี้ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้สำเร็จยอดแห่งอรูปฌาน คืออรูปฌานที่ 4 มาแล้ว มีอายุยืนนานเป็นที่สุดด้วยอำนาจแห่ง อรูปฌานกุศลอันสูงสุดที่ตนได้บำเพ็ญมา เพราะเหตุที่ตนปฏิสนธิด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนวิบากจิตทั้ง อยู่พ้นจากอากิญจัญญายตนภูมิขึ้นไปอีก 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ มีอายุแห่งพรหมประมาณ 84000 มหากัป

ผู้ที่เกิดเป็นอรูปพรหมนั้นไม่มีรูปขันธ์ 1 มีเพียงนามขันธ์ 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ จึงไม่มีอวัยวะร่างกายใดๆ แต่มีความรู้สึกนึกคิดในฝ่ายนามธรรม (มีผู้บรรยายว่า สภาวะของอรูปภพ มีทั้งข้อดีกับข้อเสีย ข้อดีก็คือจะไม่มีอายตนะห้าประการคือ ตา หู จมูก ลิ้น และกายมากระทบหรือไม่รับรู้อะไร มีแต่จิตเจตสิกที่รับอากาศเป็นอารมณ์รับรู้ ไม่ได้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่แต่อาศัยปลีกวิเวก และอยู่เสวยสุขได้นานหลายกัปจนนับประมาณไม่ได้ แต่ข้อเสียก็คือจะไม่สามารถสื่อสารกับใครหรือพบเห็นอะไรเลย นอกจากนั้นจะไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้เลยตอนที่ยังเป็นอรูปพรหมเพราะไม่มีอายตนะห้าประการเป็นตัวรับรู้ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน (แต่มีปรากฏในหลักฐานปริยัติว่า ผู้ที่ได้ถึงพระนิพพานในลำดับแรก คือ โสดาปัตติผล สามารถเจริญวิปัสสนาต่อในอรูปภพต่อจนถึงความเป็นพระอรหัตผลได้)) นอกจากนั้นเมื่อได้สิ้นกาลอายุขัยก็จะต้องลงไปเกิดในกามาวจรภูมิ ต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่จบไม่สิ้นอีกครั้งด้วยอำนาจกิเลส ในอรูปภพนี้ไม่มีปรากฏในหลักฐานทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดจะเสด็จขึ้นมาโปรดเหล่าอรูปพรหมที่อรูปาวจรภูมินี้เลย เรื่องนี้มีกล่าวไว้ในพุทธประวัติว่า อสิตดาบสได้ทำนายเจ้าชายสิทธัตถะกุมารว่าเมื่อเจริญวัยก็จะเสด็จออกผนวชและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็ดีใจ แต่ก็คิดได้ว่าตัวเองชราภาพมากก็คงไม่ได้มีโอกาสได้อยู่ดูและฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า แม้จะละสังขารไปเกิดเป็นอรูปพหรมก็ไม่สามารถฟังธรรมได้เลยจึงร้องไห้ หรือหลังจากพระพุทธเจ้าได้ตัดสินพระทัยว่าจะแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ก็ทรงระลึกถึงอุทกดาบสและอาฬารดาบสผู้เคยเป็นพระอาจารย์สอนวิชาสมาบัติแก่พระพุทธองค์ ที่สามารถจะเข้าใจฟังธรรมได้แต่ก็น่าเสียดาย เพราะดาบสทั้งสองก็ได้ละสังขารไปเกิดเป็นอรูปพรหม พระพุทธองค์ก็ไม่สามารถไปโปรดดาบสทั้งสองได้เลย

รูปพรหม[แก้]

รูปพรหม หรือ รูปาวจรภูมิ คือ ชั้นที่พระพรหมผู้วิเศษมีรูป หากแต่เป็นรูปทิพย์ มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถ มองเห็นได้ จักเห็นได้ก็โดยทิพยวิสัยเท่านั้น ประกอบด้วยวิมาน 16 ชั้น

  • ชั้นที่ 1 – ชั้นที่ 3 รวมเรียกว่า ปฐมฌานภูมิ ด้วยพระพรหมในชั้นนี้บรรลุด้วยปฐมฌาน ทั้งสามชั้นนี้ ความจริงตั้งอยู่ ณ พื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่เป็น 3 เขต
  • ชั้นที่ 4 – ชั้นที่ 6 รวมเรียกว่า ทุติยฌานภูมิ ด้วยเหล่าพระพรหมในชั้นนี้บรรลุด้วยทุติยฌาน ทั้งสามชั้นนี้ ความจริงตั้งอยู่ ณ พื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่เป็น 3 เขต
  • ชั้นที่ 7 – ชั้นที่ 9 รวมเรียกว่า ตติยฌานภูมิ ด้วยเหล่าพระพรหมในชั้นนี้บรรลุด้วยตติยฌาน ทั้งสามชั้นนี้ ความจริงตั้งอยู่ ณ พื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่เป็น 3 เขต
  • ตั้งแต่ชั้นที่ 10 ขึ้นไป รวมเรียกว่า จตุตถฌานภูมิ ด้วยเหล่าพระพรหมในชั้นนี้บรรลุด้วยจตุตถฌาน ชั้นที่ 10-11 ตั้งอยู่ ณ พื้นที่ระดับเดียวกัน แต่แยกสถานที่กันอยู่ และมีระยะห่างไกลกันมาก
  • หากแต่เฉพาะเหล่าพระพรหมในชั้นที่ 12 – 16 เรียกว่า ปัญจสุทธาวาส หรือ สุทธาวาสภูมิ อันเป็นชั้นที่เหล่าพระพรหมในชั้นนี้ ต้องเป็นพระพรหมอริยบุคคลในพุทธศาสนา ระดับอนาคามีอริยบุคคล เท่านั้น ต่างจาก 11 ชั้นแรก แม้พระพรหมทั้งหลายจะได้สำเร็จฌานวิเศษเพียงใด ก็อุบัติในสุทธาวาสภูมิไม่ได้อย่างเด็ดขาด สุทธาวาสภูมินี้มีอยู่ 5 ชั้น ตั้งอยู่ท่ามกลางอากาศ และตั้งอยู่เป็นชั้นๆ ขึ้นไป ตามลำดับภูมิไม่ตั้งในระดับเดียวกันเช่นชั้นแรกๆที่ผ่านมา

ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้เป็นบริวารแห่งท้าวมหาพรหม พรหมโลกชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ เป็นพรหมโลกชั้นแรก เป็นพรหมชั้นล่างสุด ตั้งอยู่เบื้องบนสูงกว่าปรนิมมิตวสวัตตีสวรรค์ขึ้นไปถึง 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ คือไกลจากมนุษยโลกจนไม่สามารถนับได้ ซึ่งหากเอาก้อนศิลาขนาดเท่าปราสาทเหล็ก (โลหปราสาท) ทิ้งลงมาจากชั้นนี้ ยังใช้เวลาถึง 4 เดือนจึงจะตกถึงแผ่นดิน พระพรหมในที่นี้มีคุณวิเศษ โดยเคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุ ปฐมฌาน ขั้นปริตตะ คือ ขั้นสามัญมาแล้วทั้งสิ้น เสวยปณีตสุขอยู่ มีความเป็นอยู่อย่างแสนจะสุขนักหนา ตราบจนหมด พรหมายุขัย มีอายุแห่งพรหมประมาณส่วนที่ 3 แห่งมหากัป (1 ใน 3 แห่งมหากัป) มีท้าวสหบดีพรหม เป็น พรหมบดี

ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้เป็นปุโรหิต (อาจารย์ใหญ่) ของท้าวมหาพรหม พรหมโลกชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหมผู้ทรงฐานะประเสริฐ คือเป็นปุโรหิตของท่านมหาพรหม ความเป็นอยู่ทุกอย่างล้ำเลิศวิเศษกว่าพรหมโลกชั้นแรก รัศมีก็รุ่งเรืองกว่า รูปทรงร่างกายใหญ่กว่า สวยงามกว่า พรหมทุกท่านล้วนมีคุณวิเศษ ได้เคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้ บรรลุ ปฐมฌาน ขั้นมัชฌิมะ คือขั้นปานกลาง มาแล้วทั้งสิ้น มีอายุแห่งพรหมประมาณครึ่งมหากัป

ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ยิ่งใหญ่ พรหมโลกชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ ที่อยู่แห่งท่านพระพรหม ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย มีความเป็นอยู่และรูปกายประเสริฐยิ่งขึ้นไปอีก ได้เคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุปฐมฌานขั้น ปณีตะคือขั้นสูงสุดมาแล้วทั้งสิ้น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 1 มหากัป

ชั้นที่ 4 ปริตรตาภาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีน้อยกว่าชั้นพรหมที่สูงกว่าตน พรหมโลกชั้นที่ 4 ปริตรตาภาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลายผู้มีรัศมีน้อยกว่าพระพรหมที่มีศักดิ์สูงกว่าตน ได้เจริญภาวนากรรมบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ทุติยฌาน ขั้นปริตตะ คือ ขั้นสามัญมาแล้ว มีอายุแห่งพรหมประมาณ 2 มหากัป มีท้าวจตุรพักตร์หรือธาดาพรหม เป็นพรหมบดี

ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีรุ่งเรืองหาประมาณมิได้ พรหมโลกชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ผู้มีรัศมีรุ่งเรืองมากมายหาประมาณมิได้ เคยเจริญภาวนาการบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ทุติยฌาน ขั้นมัชฌิมะ คือขั้นปานกลางมาแล้ว มีอายุแห่งพรหมประมาณ 4 มหากัป มีท้าวมหาอัฐปาลพรหม เป็นพรหมบดี

ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีเป็นประกายรุ่งเรือง พรหมโลกชั้นที่ 6 อาภัสสราภูมิ เคยเจริญภาวนากรรมบำเพ็ญ สมถกรรมฐานจนได้บรรลุ ทุติยฌาน ขั้นปณีตะ คือ ประณีตสูงสุดมาแล้ว มีอายุแห่งพรหมประมาณ 8 มหากัป มีท้าวมาลีวราช เป็นพรหมบดี

“…ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เธอได้ฟังว่า เทวดาชั้นอาภัสสรา มีอายุยืน มีวรรณะมากด้วยความสุข เธอมีความ ปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ เราเมื่อตายไปแล้วพึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นอาภัสสรา เถิด เธอตั้งจิตนั้น อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้น ความปรารถนาและวิหารธรรมเหล่านั้น อันเธอเจริญแล้ว อย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความสำเร็จในภาวะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้มรรค นี้ปฏิปทา เป็นไปเพื่อความสำเร็จในความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้น อาภัสสรา ฯ…” (พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๑๗๖ ข้อที่ ๗๒๖)

ชั้นที่ 7 ปริตตสุภาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีสง่างามน้อยกว่าชั้นพรหมที่สูงกว่าตน พรหมโลกชั้นที่ 7 ปริตตสุภาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมีเป็นส่วนน้อย คือน้อยกว่าพระพรหมในพรหมโลกที่สูงกว่าตนนั่นเอง ได้เคยเจริญภาวนากรรม บำเพ็ญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุตติยฌาน ขั้นปริตตะ คือขั้นสามัญมาแล้วทั้งสิ้น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 16 มหากัป

ชั้นที่ 8 อัปปมาณสุภาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้รัศมีสง่างามหาประมาณมิได้ พรหมโลกชั้นที่ 8 อัปปมาณสุภาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลาย ผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมีมากมายไม่มี ประมาณ สง่าสวยงามแห่งรัศมีซึ่งซ่านออกจากกายตัว มากมายสุดประมาณได้เคยเจริญภาวนากรรมบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ตติยฌาน ขั้นมัชฌิมะ คือขั้นปานกลางมาแล้วทั้งสิ้น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 32 มหากัป

ชั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีรัศมีสง่างามสุกปลั่งทั่วสรรพางค์กาย พรหมโลกชั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ ที่อยู่ของพระพรหม ผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมี ที่ออกสลับ ปะปนกันอยู่เสมอเป็นนิตย์ ทรงรัศมีนานาพรรณ เป็นที่น่าเพ่งพิศทัศนาได้เคยเจริญภาวนากรรมบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้บรรลุ ตติยฌาน ขั้นปณีตะ คือขั้นประณีตสูงสุดมาแล้วทั้งสิ้น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 64 มหากัป

“….ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่า หนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่นพวกเทพสุภกิณหกะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ ๔….” (พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๓๐ หน้าที่ ๑๗๘ ข้อที่ ๔๘๐)

ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้รับผลแห่งฌานอันไพบูลย์ พรหมโลกชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหม ทั้งหลาย ผู้ได้รับผลแห่งฌานกุศลอย่างไพบูลย์ มีอายุแห่งพรหมประมาณ 500 มหากัป

อนึ่งผลแห่งฌานกุศล ที่ส่งให้ไปอุบัติเกิดในพรหมโลก 9 ชั้นแรกนั้น ไม่เรียกว่า มีผลไพบูลย์เต็มที่ ทั้งนี้ก็โดยมี เหตุผลตามสภาวธรรมที่เป็นจริง ดังต่อไปนี้

  • เมื่อคราวโลกถูกทำลายด้วยไฟนั้น พรหมภูมิ 3 ชั้นแรก ก็ถูกทำลายไปด้วย
  • เมื่อคราวโลกถูกทำลายด้วยน้ำนั้น พรหมภูมิ 6 ชั้นแรก ก็ถูกทำลายไปด้วย
  • เมื่อคราวโลกถูกทำลายด้วยลมนั้น พรหมภูมิทั้ง 9 ชั้นแรก ก็ถูกทำลายไปไม่มีเหลือเลย

ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้หาสัญญามิได้ (คือมีแต่รูป) พรหมโลกชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ เป็นที่อยู่ของพระพรหมผู้อุบัติเกิดด้วยอำนาจแห่งสัญญาวิราคภาวนา เสวยสุขอัน ประณีตนักหนา เคยเจริญภาวนากรรมบำเพ็ญสมถกรรมฐาน จนได้สำเร็จจตุตถฌาน อันเป็นรูปฌานขั้นสูงสุดสถิตย์อยู่ในปราสาท แก้ววิมานอันมโหฬารกว้างขวาง มีบุปผชาติประดับประดาเรียบ ไม่รู้แห้งเหี่ยว มีหน้าตาสวยสง่าอุปมาดังรูปพระปฏิมากรพุทธรูปทองคำขัดสี แต่มีอิริยาบถไม่เหมือนกัน บางองค์นั่ง บางองค์นอน บางองค์ยืน มีอิริยาบถใดก็ เป็นอย่างนั้นตลอดไป ไม่เคลื่อนไหว จักษุทั้งสองก็มิได้กะพริบเลย สถิตย์เสวยสุขเป็นประดุจรูปปั้น อยู่อย่างนั้นชั่วกาล มีอายุแห่งพรหมประมาณ 500 มหากัป

สุทธาวาส[แก้]

ชั้นนี้เป็นที่เกิดของพระอนาคามี

ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ ( *ผู้ได้สมาบัติที่ 9 ไม่ใช่ตติยมรรค )[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ไม่เสื่อมคลายในสมบัติแห่งตน สูงขึ้นไปจากอสัญญีสัตตาภูมิประมาณ 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามีอริยบุคคลที่ไม่ละทิ้งสมบัติ เป็นผู้มีวาสนาบารมี กิเลสธุลีเหลือติดอยู่ในจิตสันดานน้อยมาก ด้วยได้เคยเป็นสาวกแห่งพระพุทธองค์ พบพระบวรพุทธศาสนาแล้วมีปกติเห็นภัยในวัฏสงสาร อุตสาหะจำเริญ วิปัสสนากรรมฐาน จนยังตติยมรรคให้ เกิดในขันธสันดานได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลจะสถิตย์อยู่จนอายุครบกำหนด ไม่จุติเสียก่อน ต่างจากพระพรหมในสุทธาวาสภูมิที่เหลืออยู่อีก 4 ภูมิ คือพระพรหมในอีก 4 สุทธาวาสภูมิที่เหลือ ซึ่งอาจมีการจุติหรือนิพพานเสียก่อนอายุครบกำหนด มีอายุแห่งพรหมประมาณ 1000 มหากัป

ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ไม่เดือดร้อนกับใคร สูงขึ้นไปต่อจากอวิหาสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามี ผู้ละซึ่งเป็นกิเลสอันทำให้ จิตเดือดร้อน ทั้งทางกาย วาจาและใจเลย ย่อมเข้าฌานสมาบัติ หรือผลสมาบัติอยู่เสมอ นิวรณธรรมซึ่งเป็นกิเลสอันทำให้ จิตเดือดร้อนไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ฉะนั้นจิตใจของท่านเหล่านั้นจึงมีแต่สงบเยือกเย็นได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มีวิริยินทรีย์ คือมี วิริยะแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 2000 มหากัป

ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีความเห็น (สภาวธรรม) อย่างแจ่มแจ้ง สูงขึ้นไปต่อจากอตัปปาสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามี ผู้มีความแจ่มใส สามารถเห็นสภาวธรรมได้โดยแจ้งชัดเพราะบริบูรณ์ ด้วยประสาทจักษุ ทิพพจักษุ ธัมมจักษุและปัญญาจักษุ จึงเห็นสภาวธรรมได้แจ่มใส ชัดเจน ท่านเหล่านี้เคยเป็นพระสาวกแห่งพระพุทธองค์ อุตสาหะจำเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยัง ตติยมรรคให้บังเกิดในขันธสันดาน ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มีสตินทรีย์ คือมี สติแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 4000 มหากัป

ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้มีความเห็น (สภาวธรรม) อย่างแจ่มแจ้งยิ่ง สูงขึ้นไปต่อจากสุทัสสาสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามี ผู้มีความเห็นอย่างแจ่มใสมากกว่า มีประสาทจักษุ ทิพพจักษุ ปัญญาจักษุ ทั้ง 3 นี้มีกำลังแก่ กล้ากว่าพระพรหมในสุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ทำให้ท่านมีความเห็นในสภาวธรรมได้ชัดเจนแจ่มใสยิ่ง ท่านเหล่านี้เคยเป็นพระสาวกแห่งพระพุทธองค์ อุตสาหะจำเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยังตติยมรรค ให้บังเกิดในขันธสันดานได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคล และในขณะที่เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มี สมาธินทรีย์ คือมีสมาธิแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 8000 มหากัป

ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ[แก้]

ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ทรงคุณพิเศษไม่มีใครเป็นรอง สูงขึ้นไปต่อจากสุทัสสีสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกประมาณ ได้ 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ เป็นที่อยู่อันบริสุทธิ์แห่งพระพรหมอนาคามีอริยบุคคลทั้งหลาย ผู้มีวาสนาบารมี มีกิเลสธุลีเหลือติดอยู่น้อยนักหนาโดยท่านเหล่านี้เคยเป็นพระสาวกแห่งพระพุทธองค์ อุตสาหะจำเริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถยัง ตติยมรรคให้บังเกิดในขันธสันดาน ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลและในขณะที่เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ปรากฏว่าเป็นผู้มีปัญญินทรีย์ คือมี ปัญญาแก่กล้ากว่าอินทรีย์อย่างอื่น ฉะนั้น ท่านพระพรหมอนาคามีบุคคลที่อุบัติเกิดในอกนิฏฐพรหมโลกนี้ จึงมีคุณสมบัติวิเศษยิ่งกว่า บรรดาพระพรหมทั้งสิ้นในพรหมโลกทั้งหลายรวมทั้งสุทธาวาสพรหมทั้งสี่ที่กล่าวมาแล้ว มีอายุแห่งพรหมประมาณ 16000 มหากัป

พรหมโลกนี้ มีพระเจดีย์เจ้าองค์สำคัญ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าเป็นพรหมโลกที่เคารพนับถือพระบวรพุทธศาสนา องค์หนึ่งมีนามว่า ทุสสะเจดีย์ ซึ่งเป็นที่บรรจุผ้าขาวของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จออกผนวช โดยพระพรหมทั้งหลายได้นำบริขารและไตรจีวรลงมาถวาย และพระองค์ได้ถอดผ้าขาวที่ทรงอยู่ยื่นให้ พระพรหมจึงรับเอาและนำมาบรรจุไว้ยังเจดีย์ที่นฤมิตขึ้นนี้ และเป็นที่สักการบูชาของพระพรหมทั้งหลายในปัจจุบัน

พระพรหมอนาคามีทั้งหลายในสุทธาวาสพรหมแรกทั้ง 4 หากยังมิได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์และละสังขารเข้าสู่นิพพาน พอสิ้นพรหมายุขัย ก็ต้องจุติจากสุทธาวาสพรหมภูมิที่ตนสถิตอยู่มาอุบัติในชั้นที่ 16 นี้ เพื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์และดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานโดยทั้งสิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่า อกนิฏฐสุทธาวาสพรหมภูมินี้ เป็นพรหมภูมิที่มีศีลคุณ สมาธิคุณ ปัญญาคุณ อย่างประเสริฐล้ำเลิศยิ่งกว่าพรหมโลกชั้นอื่นๆ ทั้งหมด

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • ไตรภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วง เก็บถาวร 2009-01-05 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  • พรหมภูมิ

อรูปพรหมภูมิ คือ ภพอันเป็นที่อยู่ของอรูปพรหม อยู่ในภูมิที่สูงขึ้นไปกว่ารูปภพ กล่าวคือ สูงกว่าอกนิฏฐสุทธาวาสภูมิขึ้นไปอีกห้าล้านห้าแสนแปดพันโยชน์ ทั้งยังมีทิพยสมบัติทั้งหลายที่มีความสวยงามประณีตกว่าในรูปภพมากมายหลายเท่า

อรูปพรหม คือ พรหมที่ไม่ใช่รูปพรหม มีกายอันสวยงาม ประณีต ละเอียด สว่างไสวกว่ารูปพรหม อุบัติขึ้นเพราะเหตุแห่งการบำเพ็ญอรูปฌานกุศล ฌานที่บังเกิดขึ้นเรียกว่า อรูปฌาน เป็นฌานที่เกิดขึ้นจากการเจริญภาวนา โดยมิได้สนใจเพ่งนิมิตที่เป็นรูปเป็นอารมณ์แต่ประการใด กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ได้ก้าวล่วงอารมณ์ที่เป็นรูปกรรมฐานได้แล้ว เมื่อฌานเกิดขึ้นจึงเป็นฌานที่ปราศจากรูปเป็นอารมณ์ เรียกว่า อรูปฌาน เป็นฌานที่มีความมั่นคงไม่หวั่นไหว เมื่อตายลงในขณะที่ฌานยังไม่เสื่อมย่อมบังเกิดในอรูปภพ พรหมชนิดนี้ จัดว่าเป็นอภัพพสัตว์ ไม่สามารถมาตรัสรู้หรือพ้นจากทุกข์ได้ในชาตินั้น อนึ่ง อสัญญีสัตตาพรหมก็จัดเป็นอภัพพสัตว์เช่นเดียวกัน

ระดับชั้นของอรูปพรหม

เราได้ทราบแล้วว่า การมาบังเกิดเป็นอรูปพรหมนั้น จะต้องเป็นผู้ที่ใฝ่ใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม อย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งกระทำอรูปฌานให้เกิดขึ้นได้ เมื่อละโลกแล้วก็จะไปบังเกิดเป็นอรูปพรหม

ในบรรดาอรูปพรหมทั้งหลายยังมีการแบ่งระดับชั้นตามภูมิที่อยู่ ซึ่งมีทั้งหมด 4 ชั้น มีหลักการแบ่งชั้น คือ แบ่งตามระดับความแก่อ่อนของกำลังฌาน อรูปพรหมที่มีกำลังฌานอ่อน จะอยู่ในชั้นล่าง ส่วนอรูปพรหม ที่มีกำลังฌานแก่ จะอยู่ในชั้นที่สูงขึ้นไป ดังนี้

1. อากาสานัญจายตนภูมิ คือ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของผู้บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน หรืออรูปฌาน ที่ 1 คือ บำเพ็ญฌานโดยเอาอากาศไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์ ภูมินี้อยู่สูงจากอกนิฏฐสุทธาวาสภูมิขึ้นมา ห้าล้านห้าแสนแปดพันโยชน์ อรูปพรหมในชั้นนี้มีอายุ 20,000 มหากัป

2. วิญญาณัญจายตนภูมิ คือ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของผู้บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน หรืออรูปฌาน ที่ 2 คือ บำเพ็ญฌานโดยเอาความรู้สึกว่ามีอากาศมาเป็นอารมณ์ ภูมินี้อยู่สูงจากอากาสานัญจายตนภูมิ ขึ้นมาห้าล้านห้าแสนแปดพันโยชน์ อรูปพรหมในชั้นนี้มีอายุ 40,000 มหากัป

3. อากิญจัญญายตนภูมิ คือ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของผู้บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน หรืออรูปฌาน ที่ 3 คือ บำเพ็ญฌานโดยเอาความว่างที่ละเอียดยิ่งกว่าอากาศ (อวกาศ) ที่ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยเป็นอารมณ์ ภูมินี้อยู่สูงจากวิญญาณัญจายตนภูมิขึ้นมาห้าล้านห้าแสนแปดพันโยชน์ อรูปพรหมในชั้นนี้มีอายุ 60,000 มหากัป

อาฬารดาบส กาลามโคตร ซึ่งเป็นอาจารย์ของเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อครั้งทรงออกแสวงหาโมกขธรรม เมื่อละโลกแล้วก็มาบังเกิดเป็นอรูปพรหมในชั้นนี้

4. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ คือ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของผู้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน หรืออรูปฌานที่ 4 คือ บำเพ็ญฌานโดยเอาความรู้สึกว่าไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยละทิ้งไป เอาความรู้สึกที่นิ่งสนิท มีแต่สัญญาอย่างละเอียดเป็นอารมณ์ ภูมินี้อยู่สูงจากอากิญจัญญายตนภูมิขึ้นมาห้าล้านห้าแสนแปดพันโยชน์ เป็นอรูปภูมิชั้นที่สูงที่สุด และเป็นภูมิที่อยู่สูงกว่าภูมิใดๆ ในภพ 3 อรูปพรหมในชั้นนี้มีอายุ 84,000 มหากัป

อุททกดาบส รามบุตร ซึ่งเป็นอาจารย์ของเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อครั้งทรงออกแสวงหาโมกขธรรม เมื่อละโลกแล้วก็มาบังเกิดเป็นอรูปพรหมในชั้นนี้

สรุป

นักศึกษาได้ทราบแล้วว่า การมาบังเกิดเป็นอรูปพรหมนั้น เมื่อครั้งเป็นมนุษย์จะต้องหมั่นสั่งสมบุญทั้งทาน ศีล ภาวนา โดยเฉพาะการเจริญภาวนา จะต้องทำจนถึงขั้นได้อรูปฌาน เป็นฌานที่สูงกว่ารูปฌานขึ้นไปอีก เมื่อละโลกแล้วจึงมาบังเกิดเป็นอรูปพรหมอยู่ในอรูปภพ มีอายุขัยยืนยาวนานมากดังกล่าว มาแล้ว ด้วยเหตุนี้เองจึงยากที่จะมีโอกาสได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิดเป็นพันเป็นหมื่นพระองค์ อรูปพรหมทั้งหลายก็ยังคงมีชีวิตอยู่บนอรูปภพ ไม่มีโอกาสได้ฟังธรรม โอกาสที่จะหลุดพ้นจากวัฏสงสารก็ยิ่งยากมากกว่ารูปพรหมหลายเท่านัก อรูปพรหมจึงได้ชื่อว่าเป็นอภัพพสัตว์ คือ ไม่สามารถหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในชาตินั้น นอกจากนี้ เมื่อถึงคราวหมดบุญจากอรูปพรหมแล้ว ก็ยังต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารต่อไปอีก ซึ่งไม่แน่ว่าจะต้องไปเกิดเป็นอะไรต่อไป อาจเป็นเทวดา มนุษย์ หรือเกิดในอบายภูมิ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกรรมในอดีตที่มาส่งผลในช่วงนั้น

ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต และเพื่อความปลอดภัยจากภัยในอบาย นักศึกษาจึงควรหมั่นสั่งสมบุญให้มาก ทั้งทาน ศีล ภาวนา และอธิษฐานให้ตนเองได้หลุดพ้นจากทุกข์ ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือได้พบกัลยาณมิตรที่จะแนะนำเราให้สร้างความดีอย่างต่อเนื่องตลอดไป

——————————————————————

จากหนังสือ DOU GL 102 ปรโลกวิทยา

อรูปพรหมภูมิ

ไตรภูมิ

ไตรภูมิ หรือ ไตรโลก (หมายถึง สามโลก) ซึ่งเป็นคติเกี่ยวกับโลกสัณฐานตามความเชื่อในศาสนาพุทธ ไตรภูมิประกอบด้วย กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ สัตวโลกทั้งหลายก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดในไตรภูมินี้จนกว่าจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์

อ้างอิง[แก้]

  • สุภัทรดิศ ดิศกุล. ประวัติศาสตร์เมืองพระนครของขอม. กรุงเทพ : มติชน, 2543.
  • สุภัทรดิศ ดิศกุล และ สันติ เล็กสุขุม. เที่ยวดงเจดีย์ที่พม่าประเทศทางประวัติศาสตร์ศิลปะและวัฒนธรรม. กรุงเทพ : มติชน, 2545.
  • http://palungjit.org/threads/1-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4-2-%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4-3-%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4.108741/

พรหมโลก

พรหมภูมิ หรือ พรหมโลก ถือเป็นดินแดนของพระพรหม ซึ่งเป็นภพภูมิที่สถิตย์อยู่เสวยสุขของพระพรหมผู้อุบัติเกิดในพรหมวิมาน ณ พรหมโลก อันเป็นแดนซึ่งมีแต่ความสุขอันเกิดจากฌานเท่านั้น (แบ่งชั้นตามอำนาจฌานที่ได้บรรลุ) ในภพภูมินี้ตามคัมภีร์กล่าวว่าปราศจากความสุขที่เนื่องด้วยกามราคะ

พรหมภูมิอาจแบ่งออกเป็น 2 พวก ได้แก่ รูปพรหม และ อรูปพรหม

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • ไตรภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วง เก็บถาวร 2009-01-05 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  • พรหมภูมิ

TLD-003-1797

ไตรภูมิ (ชื่อตัวละคร)

ไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ไตรภูมิกถา

ไตรภูมิเป็นภูมิทั้งสามในเรื่องไตรภูมิกถา หมายถึง กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ กามภูมิ คือภูมิแห่งผู้ที่ยังข้องอยู่ในกาม แบ่งออกเป็น 11 ภูมิ ดังนี้
อบายภูมิหรือทุคติภูมิ ประกอบด้วย 1.นรกภูมิ 2.ติรัจฉานภูมิ 3.เปรตวิสัยภูมิ 4.อสุรกายภูมิ สุคติภูมิ ประกอบด้วย 1. มนุสสภูมิ 2. จาตุมหาราชิกาภูมิ 3. ตาวติงษาภูมิ 4. ยามาภูมิ 5. ตุสิตาภูมิ 6. นิมมานรตีภูมิ 7. ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ
รูปภูมิ คือภูมิแห่งผู้ที่ได้รูปฌาน 4 คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน
รูปภูมิเป็นภูมิของพรหมที่มีรูป เรียกว่ารูปพรหม รูปภูมิแบ่งย่อยออกเป็น 16 ภูมิ บางทีเรียกว่าพรหมโลก 16 ชั้น เป็นภูมิที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามารมณ์ ผู้ที่ได้ปฐมฌานจะเกิดในปฐมฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. พรหมปาริสัชชาภูมิ 2. พรหมปโรหิตาภูมิ 3. มหาพรหมาภูมิ
ผู้ที่ได้ทุติยฌานจะเกิดในทุติยฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. ปริตตาภาภูมิ 2. อัปปมาณาภูมิ 3. อาภัสสราภูมิ
ผู้ที่ได้ตติยฌานจะเกิดในตติยฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. ปริตตสุภาภูมิ 2. อัปปมาณสุภาภูมิ 3. สุภกิณหาภูมิ
ผู้ที่ได้จตุตถฌานจะเกิดในจตุตถฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. เวหัปผลาภูมิ 2. อสัญญีสัตตาภูมิ 3. อวิหาภูมิ 4. อตัปปาภูมิ 5. สุทัสสาภูมิ 6. สุทัสสีภูมิ 7. อกนิฏฐาภูมิ (ตั้งแต่ภูมิลำดับที่ 3 – 7 รวม 5 ชั้น เรียกว่า ปัญจสุทธาวาส)
อรูปภูมิ คือภูมิแห่งผู้ที่ได้อรูปฌาน 4 คือ อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน และเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
อรูปภูมิเป็นภูมิของพรหมที่ไม่มีรูปมีแต่จิต ผู้ที่เกิดในอรูปภูมิเรียกว่า อรูปพรหม ผู้ที่ได้อากาสานัญจายตนฌานจะเกิดในอากาสานัญจายตนภูมิ ผู้ที่ได้วิญญาณัญจายตนฌานจะเกิดในวิญญาณัญจายตนภูมิ
ผู้ที่ได้อากิญจัญญายตนฌานจะเกิดในอากิญจัญญายตนภูมิ ผู้ที่ได้เนวสัญญานาสัญญายตนฌานจะเกิดในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

ไตรภูมิเป็นภูมิทั้งสามในเรื่องไตรภูมิกถา หมายถึง กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ กามภูมิ คือภูมิแห่งผู้ที่ยังข้องอยู่ในกาม แบ่งออกเป็น 11 ภูมิ ดังนี้

อบายภูมิหรือทุคติภูมิ ประกอบด้วย 1.นรกภูมิ 2.ติรัจฉานภูมิ 3.เปรตวิสัยภูมิ 4.อสุรกายภูมิ สุคติภูมิ ประกอบด้วย 1. มนุสสภูมิ 2. จาตุมหาราชิกาภูมิ 3. ตาวติงษาภูมิ 4. ยามาภูมิ 5. ตุสิตาภูมิ 6. นิมมานรตีภูมิ 7. ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ

รูปภูมิ คือภูมิแห่งผู้ที่ได้รูปฌาน 4 คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน

รูปภูมิเป็นภูมิของพรหมที่มีรูป เรียกว่ารูปพรหม รูปภูมิแบ่งย่อยออกเป็น 16 ภูมิ บางทีเรียกว่าพรหมโลก 16 ชั้น เป็นภูมิที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามารมณ์ ผู้ที่ได้ปฐมฌานจะเกิดในปฐมฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. พรหมปาริสัชชาภูมิ 2. พรหมปโรหิตาภูมิ 3. มหาพรหมาภูมิ

ผู้ที่ได้ทุติยฌานจะเกิดในทุติยฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. ปริตตาภาภูมิ 2. อัปปมาณาภูมิ 3. อาภัสสราภูมิ

ผู้ที่ได้ตติยฌานจะเกิดในตติยฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. ปริตตสุภาภูมิ 2. อัปปมาณสุภาภูมิ 3. สุภกิณหาภูมิ

ผู้ที่ได้จตุตถฌานจะเกิดในจตุตถฌานภูมิซึ่งประกอบด้วย 1. เวหัปผลาภูมิ 2. อสัญญีสัตตาภูมิ 3. อวิหาภูมิ 4. อตัปปาภูมิ 5. สุทัสสาภูมิ 6. สุทัสสีภูมิ 7. อกนิฏฐาภูมิ (ตั้งแต่ภูมิลำดับที่ 3 – 7 รวม 5 ชั้น เรียกว่า ปัญจสุทธาวาส)

อรูปภูมิ คือภูมิแห่งผู้ที่ได้อรูปฌาน 4 คือ อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน และเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

อรูปภูมิเป็นภูมิของพรหมที่ไม่มีรูปมีแต่จิต ผู้ที่เกิดในอรูปภูมิเรียกว่า อรูปพรหม ผู้ที่ได้อากาสานัญจายตนฌานจะเกิดในอากาสานัญจายตนภูมิ ผู้ที่ได้วิญญาณัญจายตนฌานจะเกิดในวิญญาณัญจายตนภูมิ

ผู้ที่ได้อากิญจัญญายตนฌานจะเกิดในอากิญจัญญายตนภูมิ ผู้ที่ได้เนวสัญญานาสัญญายตนฌานจะเกิดในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

Attribution-NonCommercial-NoDerivs (CC BY-NC-ND)

Copyright © 2015 ฐานข้อมูลนามานุกรมวรรณคดีไทย : Thai Literature Directory

  • ย้อนกลับ
  • ไตรภูมิพระร่วง

พระญาลิไทย. ไตรภูมิพระร่วง. พิมพ์ครั้งที่ 7. นนทบุรี: บรรณาคาร, 2515.

พระเจ้าแผ่นดินในสมัยกรุงสุโขทัยมี 6 พระองค์ คือ ขุนอินทราทิตย์ ขุนบานเมือง ขุนรามคำแห่ง พระญาเลลิไทย หรือเลือไทย พระญาลิไทย และพระเจ้าศรีสุริยพงษ์รามมหาธรรมิกราชาธิราช พระญาลิไทย มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและมีความสามารถในการแต่งเรื่องไตรภูมิพระร่วงขึ้นที่กล่าวถึงภูมิ (แดน) ทั้ง 3 คือ กามภูมิ 11, รูปภูมิ 16 และอรูปภูมิ 4 ซึ่งมีเนื้อหาพรรณนาถึงที่อยู่ ที่ตั้ง และการเกิดของมนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และเทวดา ที่ตั้งเหล่านี้มีเขาพระสุเมรุเป็นหลัก เขาพระสุเมรุนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางจักรวาล มีทิวเขาและทะเลล้อม ทิวเขามีชื่อต่างๆดังนี้ 1. ยุคนธร 2. อิสินธร 3. กรวิก 4. สุทัศน์ 5. เนมินธร 6. วินันตก และ 7.อัศกรรณ ซึ่งเป็นเขารอบนอกสุด ทิวเขาเหล่านี้ เรียกว่า เขาสัตตบริภัณฑ์ ส่วนทะเลที่รายล้อมอยู่ 7 ชั้น เรียกว่า สีทันดร ถัดจากทิวเขาอัศกรรณออกมาเป็นมหาสมุทรอยู่ทั่วทุกด้าน แล้วจะมีภูเขาเหล็กกั้นทะเลนี้ไว้รอบเรียกว่า ขอบจักรวาล พ้นไปนอกนั้นเป็นนอกขอบจักรวาล

(จำนวนผู้เข้าชม 615 ครั้ง)

อ้างอิง[แก้]

  • นิตย์ จารุศร (รวบรวม และ เรียบเรียง). สารธรรม. กรุงเทพฯ : เหรียญบุญ การพิมพ์, 2547.
  • พระพานิช ญาณชีโว. ไตรภูมิพระร่วง (ฉบับย่อความ) . กรุงเทพฯ : ตรงหัว, 2539.
  • เสฐียรโกเศศ. ไตรภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์ในพญาลิไทย. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2545.
  • เสฐียรโกเศศ. เล่าเรื่องในไตรภูมิ. ธนบุรี : โรงพิมพ์อักษรเพชรเกษม, 2512.

ศาสนาพุทธ[แก้]

กามภูมิ[แก้]

กามภูมิ (หรือกามโลก) แบ่งเป็น 11 ส่วนย่อยได้แก่

ทุคติภูมิ
  1. นรกภูมิ
  2. เปรตภูมิ
  3. อสูรกายภูมิ
  4. เดรัจฉานภูมิ
สุคติภูมิ
  1. มนุสสภูมิ
  2. จาตุมหาราชิกา
  3. ดาวดึงส์
  4. ยามา
  5. ดุสิต
  6. นิมมานรดี
  7. ปรนิมมิตวสวัตดี

รูปภูมิ[แก้]

รูปภูมิ (หรือรูปโลก) แบ่งเป็น 16 ชั้น เป็นที่สถิตของพระพรหม (ตามคติของพราหมณ์) พระพรหมที่จะสถิตอยู่จะต้องบำเพ็ญฌาน แบ่งออกเป็น ปฐมฌานภูมิ 3 ทุติยฌานภูมิ 3 ตติยฌานภูมิ 3 และจตุตฌานภูมิ 7

อรูปภูมิ[แก้]

อรูปภูมิ (หรืออรูปโลก) แบ่งเป็น 4 ชั้น เป็นที่สถิตของพระพรหมระดับสูงซึ่งไม่มีรูปกาย ชั้นที่ 1 อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 2 วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 3 อากิญจัญญายตนภูมิ ชั้นที่ 4 เป็นภูมิชั้นสูงสุดในไตรภูมิ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

ภพภูมิ Ep16 : พรหมโลก

Keywords searched by users: รูปภูมิ

ภพภูมิ EP16 : พรหมโลก
ภพภูมิ EP16 : พรหมโลก
วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ : วัดถ้ำพระ : ปริวาสกรรม : หลวงพ่อถวิล จันทะสะโร :  ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติประจำจังหวัดเชียงราย
วัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ : วัดถ้ำพระ : ปริวาสกรรม : หลวงพ่อถวิล จันทะสะโร : ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติประจำจังหวัดเชียงราย
บทความGl 102 ปรโลกวิทยา : อรูปพรหมภูมิ
บทความGl 102 ปรโลกวิทยา : อรูปพรหมภูมิ
โลกุตรภูมิ ภูมิที่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
โลกุตรภูมิ ภูมิที่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
รูปภูมิ : ไตรภูมิพระร่วง
รูปภูมิ : ไตรภูมิพระร่วง
Somjed Makwong] พรหมภูมิ หรือ พรหมโลก ถือเป็นดินแดนของพระพรหม ซึ่งเป็นภพภูมิที่สถิตย์อยู่เสวยสุขของพระพรหมผู้อุบัติเกิดในพรหมวิมาน  ณ พรหมโลก อันเป็นแดนซึ่งมีแต่ความสุขอันเกิดจากฌานเท่านั้น  (แบ่งชั้นตามอำนาจฌานที่ได้บ
Somjed Makwong] พรหมภูมิ หรือ พรหมโลก ถือเป็นดินแดนของพระพรหม ซึ่งเป็นภพภูมิที่สถิตย์อยู่เสวยสุขของพระพรหมผู้อุบัติเกิดในพรหมวิมาน ณ พรหมโลก อันเป็นแดนซึ่งมีแต่ความสุขอันเกิดจากฌานเท่านั้น (แบ่งชั้นตามอำนาจฌานที่ได้บ
อรูปพรหมภูมิ ๔
อรูปพรหมภูมิ ๔
วัฏสงสาร 31 ภูมิเป็นภาษาอังกฤษ - Pantip
วัฏสงสาร 31 ภูมิเป็นภาษาอังกฤษ – Pantip
ประวัติ ภูมิ รังษีธนานนท์
ประวัติ ภูมิ รังษีธนานนท์
พรหมโลก - วิกิพีเดีย
พรหมโลก – วิกิพีเดีย
พรหมโลก - วิกิพีเดีย
พรหมโลก – วิกิพีเดีย
ไตรภูมิพระร่วง | ภาษาไทย...วิถีไทย
ไตรภูมิพระร่วง | ภาษาไทย…วิถีไทย
ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ - ดาวน์โหลดหนังสือ | 1-10 หน้า | Anyflip
ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ – ดาวน์โหลดหนังสือ | 1-10 หน้า | Anyflip
ผังภพภูมิ ฉบับปรับปรุง ที่เป็น พุทธวจน ธรรมวินัย จากพระโอษฐ์ -  มูลนิธิพุทธโฆษณ์ เผยแผ่ พุทธวจน : Inspired By Lnwshop.Com
ผังภพภูมิ ฉบับปรับปรุง ที่เป็น พุทธวจน ธรรมวินัย จากพระโอษฐ์ – มูลนิธิพุทธโฆษณ์ เผยแผ่ พุทธวจน : Inspired By Lnwshop.Com
นรกภูมิ - วิกิพีเดีย
นรกภูมิ – วิกิพีเดีย
มนุสสภูมิที่สร้างบารมี
มนุสสภูมิที่สร้างบารมี
พรหมโลก - วิกิพีเดีย
พรหมโลก – วิกิพีเดีย
บทเรียนสำเร็จรูปวรรณคดีไทยเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ
บทเรียนสำเร็จรูปวรรณคดีไทยเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ
ความงดงามของพรหมภูมิ ตอนจบ
ความงดงามของพรหมภูมิ ตอนจบ
ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: วัดจากไหนและตีความอย่างไร? | Pier
ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: วัดจากไหนและตีความอย่างไร? | Pier
น้ำตกสิริภูมิ ที่เที่ยวเชียงใหม่ สัมผัสความยิ่งใหญ่ สวยอลังการกลางป่าใหญ่
น้ำตกสิริภูมิ ที่เที่ยวเชียงใหม่ สัมผัสความยิ่งใหญ่ สวยอลังการกลางป่าใหญ่
รูปภูมิ : ไตรภูมิพระร่วง
รูปภูมิ : ไตรภูมิพระร่วง
ตรวจภูมิ Mmr (Measles, Mumps, Rubella)
ตรวจภูมิ Mmr (Measles, Mumps, Rubella)
พรหมโลก - วิกิพีเดีย
พรหมโลก – วิกิพีเดีย
ไตรภูมิพระร่วง
ไตรภูมิพระร่วง
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (โลกและอวกาศ ม.6 บทที่ 9) - Youtube
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (โลกและอวกาศ ม.6 บทที่ 9) – Youtube
ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ - Youtube
ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ – Youtube

See more here: vansonnguyen.com

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai. Các trường bắt buộc được đánh dấu *